หลังกกต.มีมติ เอกฉันท์ ประกาศชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
ทำให้เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ ในฐานะผู้ยื่นเรื่อง เดินทางไปยื่นคำร้อง เพื่อขอคำชี้แจงจาก กกต.ถึงสาเหตุในทันที
สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ นำโดยนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์ฯ และ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา เดินทางไปยื่นเอกสารคำร้อง ถึง กกต. เพื่อขอให้ กกต.ชี้แจงเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยชี้ขาด กรณีที่ กกต. มีมติเอกฉันท์ว่าการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชอบด้วยกฎหมาย
ตั้งแต่งการตั้งชุดคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ไปจนถึงรายงานผลการประชุม เกี่ยวการแสดงข้อคิดเห็นของ กกต.ต่อการลงมติ เพราะตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน ฯ ข้อ 83 ระบุไว้ว่า กกต.จะต้องเผยแพร่คำวินิจฉัยตลอดจนความเห็นให้ประชาชนได้ทราบ ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้ยื่นคำร้อง ก็ยังไม่ทราบผลของการสืบสวน ไต่สวนดังกล่าว
เรื่องนี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เลขาธิการฯ กกต. ระบุว่า กกต.ตรวจสอบแล้วว่า พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงมีมติรับรองว่าการถูกเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนเหตุผล รายละเอียดประกอบการพิจารณา อยู่ระหว่างการรวบรวม ซึ่งต้องใช้เวลา
ส่วนประเด็น ที่มีผู้ลงใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จ.สมุทรสงคราม หยิบบัตรลงคะแนนทั้งเล่ม รวม 17 ใบ ไปกาให้ผู้สมัครพรรคการเมืองหนึ่ง ผลการสอบสวนเบื้องต้น พบเป็นความเข้าใจผิด เนื่องจากผู้ไปใช้สิทธิ เพิ่งเคยลงคะแนนเสียงครั้งแรก ประกอบกับเหตุการเกิดขึ้นในช่วงชุลมุน แต่ยืนยันว่า บัตรทั้ง 17 ใบ กลายเป็นบัตรเสีย และไม่ได้หย่อนลงหีบบัตร
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวการลงลายมือชื่อบริเวณต้นขั้วบัตร ในขั้นตอนรับบัตรลงคะแนน ว่าทำไม กกต.จึงเลือกวิธีลงลายมือชื่อ ซึ่งดูไม่ปลอดภัย ง่ายต่อการปลอมแปลง เมื่อเทียบกับการพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่ดูเป็นวิธีปลอมแปลงได้ยาก โดยรองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า หากประชาชนอยากใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือสามารถทำได้ แต่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำคูหาก่อน
ส่วนความเคลื่อนไหวจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง และพรรคการเมืองที่ กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง และผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ไปยื่นเอกสารให้ กกต.ตรวจสอบ เกี่ยวกับเอกสารที่ถูกเผยแพร่จากกระทรวงกลาโหม จำนวน 2 ฉบับ ที่มีใจความสำคัญ ขอให้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้
โดยนายสมชัย ขอให้ กกต.ใช้อำนาจตรวจสอบ ว่าเป็นเอกสารจริงหรือเท็จ เพราะเอกสาร ปรากฏชื่อนายทหารระดับสูง พร้อมทั้งมีการประทับตราหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ซึ่ง กกต. ต้องตรวจสอบเอกสารที่ถูกนำมาเผยแพร่ว่าตรงกับลำดับเลขที่หรือไม่ หากพบเป็นเอกสารชุดเดียวกัน ขอให้ กกต. กล่าวโทษตามที่ระบุไว้ใน พระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 78 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่รัฐทำการใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สมัครพรรคการเมือง ซึ่งจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 149 ต้องจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท รวมถึงสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของบุคคลนั้น 20 ปี
ขณะเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง กกต. ขอให้ตรวจสอบว่าการเดินสายพบประชาชนของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคร่วมอยู่ด้วยนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหนือไม่
บุคคลที่ว่า คือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ พ้นจากสภาพความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 และเข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน แต่กลับพบว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน นายสันติ ยังมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ จึงขอให้ก กกต.พิจารณาว่า อาจเข้าข่ายความผิดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ. ศ. 2560 มาตรา 28 มาตรา 30 และมาตรา 92 หรือไม่ หากเข้าข่ายความผิดจริง ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคนี้ทันที