หลังจากที่เกิดเหตุชายคนหนึ่งในคูเวตเสียชีวิตจากคลื่นความร้อน เว็บไซต์ Gulf News รายงานว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาอุณหภูมิได้พุ่งสูงไปแตะระดับ 52.2 องศา เซลเซียสในที่ร่ม และขึ้นไปถึง 63 องศาเซลเซียสขณะที่อยู่กลางแดด
โดยคาดว่าคลื่นความร้อนจะยังคงอยู่ตลอดช่วงฤดูร้อน โดยอากาศของประเทศอาหรับ และกรมอุตุนิยมวิทยาของคูเวตคาดว่าในเดือนกรกฎาคมอุณหภูมิอาจสูงถึง 68 องศาเซลเซียส ส่วนที่อิรักอาจพุ่งถึง 55.6 องศาเซลเซียส
เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตสี่กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าอุณหภูมิอาจสูงถึง 48 องศาเซลเซียส
ทั้งนี้มีการออกประกาศเตือนด้วยว่า จากสภาพอากาศดังกล่าวพึงหลีกเลี่ยงสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้คนอยู่บนรถที่จอดและปิดประตูสนิทในที่จอดรถกลางแดด โดยเฉพาะเด็กและสัตว์เลี้ยง ,งดการออกกำลังในช่วงอากาศร้อนจัด , สวมใส่ชุดที่บางและหลวม ซึ่งทำจากฝ้าฝ้าน และอย่าลืมปกป้องตัวเองจากแสงอาทิตย์โดยใช้ร่ม หรือหมวก ,ให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อทดแทนเหงื่อที่สูญเสียไปและให้จิบแทนที่จะดื่มที่ละมากๆ ,อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะจะทำให้ร่างการสูญเสียน้ำไปอย่างรววดเร็ว และ
นักวิทย์เตือนโลกกำลังกลายสภาพเป็น “โรงบ่มความร้อน”
ขณะที่ล่าสุดสถานเอกอัครราชทูตไทยในคูเวต ได้ออกประกาศเตือน โดยระบึว่า “ปีนี้คูเวตประสบภาวะอากาศร้อนมากเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียสตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิอาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียสในช่วงกลางฤดูร้อน กระทรวงสาธารณสุขคูเวตได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับภาวะอากาศร้อนว่า ขอให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ สตรีตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคที่ไม่ติดต่อ อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด และโรคอ้วน หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแสงแดด (direct sun heat) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการโรคลมแดด (sun stroke) และอาจนำไปสู่การเสียชีวิต สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ก็ขอให้ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน และที่สำคัญที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแจ้ง ระหว่าง 11.00 – 16.00 น. นอกจากนั้น ขอให้ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนหนาแน่น การระบายอากาศไม่ดี และการเดินกลางแจ้งในช่วงบ่าย
จึงขอเรียนมาเพื่อโปรดทราบเกี่ยวกับข้อแนะนำดังกล่าว”