วันนี้ (18 มิ.ย.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องวงจรปิดเผยภาพภายในร้านอาหารชื่อ ครัวบ้านพ่อ อาหารป่า ในตำบลช่องสะเดา อำเภอเมืองกาญจนบุรี ขณะกลุ่มลูกค้าซึ่งคาดว่าเป็นนักท่องเที่ยว หลายคนมีปากเสียงกับหญิงคนหนึ่งที่คาดว่าเป็นลูกสาวเจ้าของร้าน โดยเริ่มจากการผลักกันไปมา จากนั้นได้ยื้ดยุด ฉุกกระชาก ก่อนที่ฝ่ายลูกค้าจะลงมือตบเข้าที่ใบหน้าของเจ้าของร้าน ทันใดนั้นเหตุการณ์ชุลมุนก็เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างเข้ารุมทำร้าย หญิงเจ้าของร้านพยายามเข้าไปช่วยลูกสาว แต่ก็ถูกหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นพวกฝั่งลูกค้าเข้าไปกระชากผมจนจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนลูกสาวเจ้าของร้านก็ถูกกระชากผมล้มลงแล้วถูกเตะใบหน้า พอหลังเหตุการณ์สงบฝ่ายลูกค้าพยายามจะเข้าไปถีบลูกสาวเจ้าของร้านอีกหลายครั้ง
โดยนางสมใจ นาคจีน อายุ 58 ปี เจ้าของร้าน ได้แสดงบาดแผลตามร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บหลังถูกกลุ่มลูกค้ารุมทำร้าย พร้อมเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ กลุ่มลูกค้าขับรถยนต์มาด้วยกันจำนวน 7 คัน มีทั้งผู้หญิง ผู้ชายและเด็ก จะกระจายกันนั่งตามโต๊ะต่าง ๆ รวม 4 โต๊ะ พร้อมสั่งอาหารมารับประทาน จากนั้น มีลูกค้าโต๊ะใหม่ เข้ามาภายในร้าน พร้อมสั่งอาหาร แต่พนักงานได้นำอาหารมาเสิร์ฟให้กับลูกค้าโต๊ะอื่นที่มาทีหลังก่อน ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่พอใจ ซึ่งทางร้านพยายามชี้แจงว่ากำลังเร่งทำให้อยู่แต่ลูกค้าก็ยังไม่พอใจและเริ่มโต้เถียง พร้อมสั่งยกเลิกเมนูอาหารที่เหลือและสั่งเช็คบิล จากนั้นได้ต่อว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายอีกหลายครั้ง ระหว่างหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินปรี่เข้ามาในร้านพร้อมพวกรวม 4 คน แล้วก็เกิดการรุมทำร้ายซึ่งจนถึงตอนนี้ยังเจ็บต่างร่างกายอยู่โดยเฉพาะที่แผลผ่าตัดหัวใจ
ด้านลูกสาวเจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ร้านมีเตาทั้งหมด 6 เตา แม่ครัวก็ทำอาหารที่ตัวเองถนัด และสลับกันเสิร์ฟเหมือนร้านอื่น ๆ ทั่วไป แต่กลุ่มลูกค้าไม่พอใจ ไปรวมกลุ่มหน้าร้านตะโกนกันอยู่หน้าร้านว่าจะไม่มากินแล้วร้านนี้แต่พูดจาไม่ดี ทำให้แม่ต่อว่าไปเหมือนกัน นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องบานปลาย จากนั้นกลุ่มลูกค้าก็พยายามเข้าทำร้ายเราก่อน ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรพวกเขาเลย
ขณะที่หลังเกิดเหตุ นางสมใจ พบว่าบาดเจ็บเป็นแผลฟกช้ำหลายแห่ง กระดูกนิ้วข้างซ้ายร้าว และหน้าผากบวมปูด ขณะที่ลูกสาว ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าเล็กน้อย เบื้องต้นได้เข้าแจ้งความกับตำรวจภูธรลาดหญ้า พร้อมนำภาพวีดีโอจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน ซึ่งกล้องสามารถบันทึกภาพผู้ก่อเหตุ ได้อย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถบันทึกหมายเลขทะเบียนรถเอาไว้ได้ ตำรวจจึงจะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ตามเส้นทางใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ เพื่อติดตามหาเบาะแสของกลุ่มผู้ก่อเหตุอีกครั้ง ก่อนเรียกตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม และดำเนินคดีต่อไป