กรณีที่มีผู้ที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนรถตู้สาธารณะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย หรือคดีแพรวา ออกมาโพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวว่าผ่านมาถึง 9 ปี และศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายกับผู้ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่เหยื่อกลับยังไม่ได้รับการเยียวยา ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงไปพูดคุยกับผู้เสียหาย เขาบอกว่าทุกวันนี้เลยจุดของความโกรธแค้น แต่ขอร้องให้คู่กรณีรีบออกมาชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งศาลโดยเร็ว
นายวรัญญู เกตุชู อายุ 29 ปี ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุในคดีดังกล่าว เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ช่วงที่เกิดเหตุเขาติดอยู่ภายในรถตู้ ไม่ได้กระเด็นออกมาเหมือนผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ เมื่อรู้สึกตัวก็คลานออกมานั่งพิงขอบทางรอรับการช่วยเหลือ ในตอนนั้นแพทย์ระบุว่า เขาได้รับบาดเจ็บที่ไหปลาร้า แขน และขาหัก ทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียงนานกว่า 2 เดือน และกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี
เขาเล่าต่อว่า ช่วงรักษาตัว คู่กรณีคือ น.ส.แพรวา มาเยี่ยมพร้อมกับแม่ และช่างภาพเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้น ไม่เคยพบอีกเลย ซึ่งทางครอบครัวของผู้เสียหายก็รวมตัวกันต่อสู้ฟ้องร้องคดีทั้งทางแพ่งและอาญา จนคดีมีการต่อสู้กันถึงชั้นฏีกา และศาลตัดสินให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายชนะ โดย น.ส.แพรวา ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ทั้งนี้ วันอ่านคำพิพากษา ทางฝั่งของ น.ส.แพรว่า ไม่มีใครเดินทางมาเลย
หลังจากศาลอ่านคำพิพากษา มากว่า 1 เดือน คู่กรณีก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะชดใช้ให้ ซึ่งนายวรัญญูบอกว่าเลยจุดที่จะโกรธแค้นกัน แต่ขอแค่ให้คู่กรณีชดใช้ค่าเสียหายตามคำสั่งศาลก็พอ เพราะไม่อยากให้ไปถึงขั้นบังคับคดี ซึ่งตอนนี้ผู้เสียหายทุกคนเหนื่อยมากแล้ว
เช่นเดียวกับนางถวิล เช้าเที่ยง แม่ของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ ดร.เป็ด นักวิทยาศาสตร์ประจำ สวทช. ที่เพิ่งจบการศึกษาปริญญาเอกจากประเทศอังกฤษ หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ก็บอกว่าตั้งแต่เกิดเหตุคู่กรณีแค่มาร่วมงานศพเพียงวันเดียวหลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อมาอีกเลย ส่วนเรื่องการชดเชยค่าเสียหายตามคำสั่งศาล นางถวิลบอกว่า ด้วยระยะเวลาดำเนินการที่ค่อนข้างนาน ตัวเองอาจตายก่อนได้รับเงิน ซึ่งหากลูกชายยังมีชีวิตอยู่ คงเลี้ยงดูตัวเองได้สบาย ไม่ต้องมานั่งร้อยพวงมาลัยขายอย่างเช่นทุกวันนี้
สำหรับการต่อสู้คดีทั้งหมด ล่าสุดศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกรายงานการดำเนินการของศูนย์นิติศาสตร์ในการยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายในคดีนี้ว่า ตั้งแต่เกิดเหตุปลายเดือนธันวาคม 2553 ทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการกฎหมายเพื่อดูแลคดี โดยแบ่งออกเป็นคดีแพ่ง และคดีอาญา
สำหรับคดีอาญาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวอรชรหรือแพรวา ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ในความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เป็นเวลา 3 ปี แต่การนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษเหลือจำคุกเป็นเวลา 2 ปี ประกอบกับความประพฤติทั่วไปของจำเลยยังไม่มีข้อเสียหาย เป็นการกระทำผิดครั้งแรก และได้บรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายบางส่วนแล้ว จึงให้รอลงโทษเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 3 ปี ต้องรายงานตัวทุก ๆ 3 เดือน และให้ทำงานบริการสังคมดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ภายใน 2 ปี และห้ามขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนข้อหาอื่นศาลพิพากษายกฟ้อง
ส่วนในชั้นอุทธรณ์ ศาลมีคำพิพากษาแก้ ให้รอลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี กับให้ทำงานบริการสังคมดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุปีละ 48 ชั่วโมง ส่วนโทษอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
สำหรับคดีแพ่งผู้เสียหายทั้ง 28 คน เป็นโจทก์ฟ้อง นางสาวอรชรหรือแพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ่อ แม่ และเจ้าของรถ เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย และประกันภัย จำนวนราว 113 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ศาลชั้นต้น ตัดสินให้ แพรวา พ่อและแม่ ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วยค่าขาดไร้อุปการะ ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าเสียหายอื่น ๆ ให้แก่โจทก์ทั้ง 28 คน รวมเป็นเงินราว 26 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งจำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่ผู้เสียหายแต่ละคนนั้น มีจำนวนตั้งแต่ 4,000 – 1,800,000 บาท ต่างกันไป
จากนั้นฝ่าย น.ส.แพรวาได้ยื่อขออุทธรณ์ต่อ ซึ่งศาลอุทธรณ์ตัดสินปรับลดเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เหลือราว 21 ล้าน 6 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่ง ศาลได้ปรับลดลง คิดเป็นอัตราร้อยละ 20 ของค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่ผู้เสียหายแต่ละราย
ล่าสุด วันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกา ให้ น.ส.แพรวา พ่อและแม่ ร่วมกันชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์รวมเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 25 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป
เบื้องต้นทนายความผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ได้ชี้แจงผลคำพิพากษาให้แก่โจทก์พร้อมดำเนินการส่งคำบังคับเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลภายใน 30 วัน เรียบร้อยแล้ว
ประเด็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหาย นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ตามกฏหมายแล้วจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายภายใน 30 วัน แต่กรณีนี้ผู้เสียหายสามารถร้องต่อศาลขอหมายบังคับคดี เพื่อดำเนินการสืบทรัพย์จำเลยได้ ก่อนจะยื่นคำร้องบังคับคดีเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชดใช้ให้ผู้เสียหาย แต่กระบวนการสืบทรัพย์เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายเองที่ต้องไปจ้างทนายช่วยดำเนินการให้ ซึ่งหากผู้เสียหายติดขัดเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องนี้กระทรวงยุติธรรมมีกองทุนยุติธรรมคอยดูแลอยู่ สามารถยื่นคำร้องเข้ามาได้
ส่วนกรณีที่สืบทรัพย์แล้ว จำเลยไม่มี หรือมีไม่พอค่าเสียหาย จำเลยจะถูกฟ้องล้มละลาย ซึ่งนายธวัชชัย มองว่าไม่คุ้มกับชื่อเสียง โดยเฉพาะคนที่มีธุรกิจ จึงแนะนำให้จำเลยรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยและชดใช้เงินสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายโดยเร็วจะดีกว่า
ส่วนข้อกังวลว่าจำเลยอาจทำการถ่ายเททรัพย์สินระหว่างที่ยังไม่มีการสืบทรัพย์นี้ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมระบุว่าขั้นตอนการสืบทรัพย์สามารถตรวจย้อนหลังได้