วันนี้ (30 ก.ค.62) นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือ สศอ. เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2562 อยู่ที่ระดับ 100.49 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนคิดเป็น 5.54% ซึ่งถือเป็นอัตราการลดลงที่ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน นับตั้งแต่มีการปรับฐานคำนวณMPI เมื่อเดือนมกราคม 2559 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจ และการค้าโลกชะลอตัวลงจากสงครามการค้า ทำให้คำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศชะลอตัวลง ประกอบกับความต้องการบริโภคภายในประเทศลดลงทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 65.28%
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนี MPI ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ การผลิตรถยนต์เดือนมิถุนายน 2562 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมาคิดเป็น 8.52% โดยมาจากยอดขายในประเทศที่หดตัวลง 2.1 % เพราะการเข้มงวดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ นับเป็นการลดลงเป็นเดือนแรกในรอบ 30 เดือน ขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์ยังขยายตัว 2.4 % ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันปิโตรเลียม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ และเครื่องประดับแท้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากความต้องการบริโภคในประเทศและคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศชะลอตัวลง ยกเว้นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีการซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามวาระการตรวจซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ ส่วนอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวกต่อดัชนี MPI ได้แก่ น้ำมันปาล์ม เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำดื่มและเบียร์
ทั้งนี้ สศอ.จะต้องเฝ้าระวังและติดตามปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกจากผลของการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอย่างใกล้ชิดเพราะอาจกระทบต่อ MPI ในเดือนกรกฎาคม ได้เช่นเดียวกับปัจจัยภายในเรื่องของผลกระทบจากภัยแล้ง อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบทางการเกษตรและภาพรวมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมช่วงที่เหลือปี 2562
รองผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวต่อว่า MPI เดือนก.ค. คาดว่าจะหดตัวไม่มากนักหากเทียบกับมิถุนายน เนื่องจากมีปัจจัยบวกความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มเข้ามาบริหารประเทศแล้ว แต่สุดท้ายต้องรอข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ที่จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2/2562 และครึ่งแรกของปีนี้ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคมก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาทบทวนการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของ MPI และผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี (GDP) ภาคอุตสาหกรรมปีนี้ทั้งปีใหม่ จากปัจจุบันคาดอยู่ในระดับเดียวกันที่ 1.5-2.5%