“พีมูฟ” ยื่น “ชวน”ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขอให้มีสัดส่วนภาคปชช.

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กลุ่มพีมูฟ ยื่นประธานสภาฯตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขอให้มีสัดส่วนของภาคประชาชนด้วย เพราะตัวแทนประชาชนสะท้อนปัญหาได้ดีที่สุด

วันนี้ 22 ส.ค. 2562ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) นำโดย นายจำนงค์ หนูพันธ์ ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหา ของประชาชน รวมถึงขอให้มีสรรส่วนของภาคประชาชน เข้าไปหารือแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย เพราะ เชื่อว่าตัวแทนประชาชนจะสามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงได้ดีที่สุด

นอกจากนี้ยังยื่นหนังสือ ให้พรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วย ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลส่งนายสาธิต วงศ์หนองเตย ส.สงตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อม ระบุว่า ก่อนที่จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ จะต้องมีการเสนอญัตติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะเป็นตัวแทนยื่นเสนอญัตติดังกล่าวเพื่อหารือกันในพรรคร่วมรัฐบาลก่อน

ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านส่งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมระบุว่า เรื่องที่กลุ่มพีมูฟผลักดันไม่ใช่เรื่องที่ดินอย่างเดียวแต่รวมถึงปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ยืนยันว่า แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่ก็จะร่วมผลักดันเรื่องนี้ด้วย

สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ด้านของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมมีดังนี้

1.เรื่องสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย อาทิ ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.และคำสั่งคณะปฏิวัติทุกฉบับที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีบทบัญญัติผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ในด้านต่างๆ เช่น ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน, สมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน,ประธานศาลฎีกาต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

2.การกระจายอำนาจ โดยกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม

3. นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อาทิ ให้ยกเลิกคดีความที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง ขอใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ป่า ไม้และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะในการพิจารณาคดีและการค้นหาข้อเท็จจริงในคดีทรัพยากรธรรมชาติ ที่ดินป่าไม้ จะต้องไม่ใช่การพิจารณาหลักฐานตามกฎหมายเท่านั้น หากต้องวิเคราะห์จากหลักการทางด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา ไปจนถึงวัฒนธรรมประเพณี ในการใช้ที่ดินและป่าของแต่ละพื้นที่ สร้างมาตรการป้องกันการฟ้องคดี SLAPPs (Strategic Lawsuits Against Public Participation) ซึ่งเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีในรูปแบบที่เป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะหรือปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือการใช้กระบวนการทางกฎหมายควบคุมการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือแสดงออก

4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม อาทิ กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ตามข้อเสนอของภาคประชาชน เช่น พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราก้าวหน้า, พ.ร.บ.โฉนดชุมชน, พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน, มาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินที่เหมาะสมกับการทำเกษตรถูกใช้ไปดำเนินการผิดประเภท และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ยกเลิก พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน

5. นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ คือให้ยุติ ยกเลิกนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อาทิ ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวทำให้มีการละเมิด,คุกคามชีวิต,ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินป่าทั่วประเทศ  ยกเลิกเขตส่งเสริมพิเศษในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่ประกาศทับซ้อนพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ขอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกลไกและกระบวนการ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบหรือที่ดินทิ้งร้าง

6.นโยบายภัยพิบัติ ให้ส่งเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชน ในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุและการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเสริมความรู้ความสามารถร่วมกันทุกภาคส่วนในการจัดการภัย เสริมศักยภาพอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ตามแผนรับมือภัยพิบัติไปที่ชุมชนโดยตรง รวมทั้งจัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ อบรมพัฒนาเตรียมความพร้อมการศึกษาวิจัยและพัฒนาความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติชุมชน การสื่อสารสาธารณะและให้กองทุนระดับท้องถิ่นมีหน้าที่ส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนและเครือข่ายฯ เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสมทบกองทุนการจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่น

7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ เช่น ให้มีคณะกรรมการอำนวยการด้านแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมติ ครม.รับรองสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความมั่นคงต่อชุมชนชาติพันธุ์ในทุก ๆ ด้าน จึงเห็นควรให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติและดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2562 มาตรา 70 (ยกมาตรา)และ เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติ และสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิ.ย.และ 3 ส.ค. 2553

8. นโยบายสิทธิของคนไร้สถานะ อาทิ นโยบายการแก้ปัญหาด้านสถานะและสิทธิบุคคล ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธ์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องมายาวนานเป็นการเร่งด่วนภายใน 3 ปี และให้ขยายมติคณะรัฐมนตรี 18 ม.ค. 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่นเป็นการเฉพาะ นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุมปัญหา แต่งตั้งกรรมการแก้ปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มี ผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มคนไร้สิทธิสถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มปัญหาอย่างเร่งด่วน

9. นโยบายรัฐสวัสดิการ อาทิ การเพิ่มและปรับงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลรายหัว จากระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบประกันสังคม และระบบราชการ ให้เป็น 8,000 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 3.75 % ของ GDP จะทำให้การรวมกองทุนสามกองทุนสามารถเกิดขึ้นได้ ในเงื่อนไขที่เศรษฐกิจของประเทศมีการเติบโต และผู้คนมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น การเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 2 ต่อปี  เว้นแต่หากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เช่น กลุ่มเฉพาะแบบชุมชนแออัด หรือคนไร้บ้านด้วย ให้มีแนวทางการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเฉพาะนั้นๆ และควรมีปฏิรูปประกันสังคมแรงงานนอกระบบ การปฏิรูประบบภาษี

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ