นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน เผชิญความกดดันครั้งใหญ่ หลังจากเมื่อวานนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยคะแนนเสียง 327 ต่อ 299 เสียง อนุมัติร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีการทำข้อตกลง หรือ No-deal Brexit เท่ากับเป็นการกดดันให้นายจอห์นสัน ต้อง ร้องขออียูเพื่อขยายกำหนดเส้นตายถอนตัวออกไป หากกระบวนการเบร็กซิทยังไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นกำหนดเส้นตายเดิม ขั้นตอนต่อจากนี้ คือ สภาผู้แทนราษฎรจะยื่นร่างกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติ เข้าสู่การพิจารณาของสภาขุนนางต่อไป
หลังทราบผลการลงมติ นายจอห์นสัน ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจากับอียู ซึ่งหนทางเดียวที่เหลืออยู่ คือ การยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. นี้
อย่างไรก็ตาม สภากลับลงมติด้วยคะแนนเสียง 298 เสียง ต่อ 56 เสียง ไม่รับรองข้อเสนอดังกล่าวทั้งนี้ ญัตติดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 ของที่ประชุม คือ 434 เสียง (จากทั้งหมด 650 เสียง) ขณะที่จำนวนผู้งดออกเสียงนั้นมากถึง 288 เสียง
นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน แกนนำฝ่ายค้านในสภา ให้เหตุผลในการงดออกเสียงว่าเป็นเพราะต้องการให้แน่ใจว่า กฎหมายห้ามถอนตัวแบบไร้ข้อตกลง จะมีผลบังคับใช้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่
ข่าวดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของอังกฤษ ส่งผลให้เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ฝ่ายคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู ยังสงวนท่าทีในการแสดงความเห็นต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสภาอังกฤษขณะนี้ โดยย้ำเพียงว่า อียูยังยึดมั่นในแผนเบร็กซิทเดิมที่ตกลงไว้กับอดีตนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์