4 ปัจจัยที่ทำให้การควบคุมราคาสลากทำได้ยากได้แก่
1.ข้อจำกัดของพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ที่กำหนดให้กองสลากไม่ต้องรับความเสี่ยงในการจำหน่ายสลากเลย ไม่ต้องทำตลาด แต่แจกจ่ายเป็นโควต้าไปยังผู้รับโควต้าทั้งหมด โดยผู้ซื้อต้องจ่ายเงินให้กองสลากทันที
2.ต่อเนื่องจากข้อ 1 เมื่อกองสลากไม่รับความเสี่ยง จึงเกิดกลไกตลาดขึ้นมารับความเสี่ยงแทน นั่นก็คือระบบยี่ปั๊ว เป็นผู้รับสลากจากผู้ที่ได้โควต้าส่วนใหญ่ไปถือไว้ ก่อนกระจายให้รายย่อยนำไปขายปลีก ทำให้กว่าสลากจะถึงมือประชาชนผู้ซื้อจริงๆ ต้องผ่านผู้ค้าถึง 3 ชั้น มีการบวกราคาในแต่ละชั้นที่ต้องรับความเสี่ยง และไม่สามารถขายคืนสลากที่เหลือหรือสลากเลขไม่สวยได้ จนทำให้สลากราคาแพง
ประกอบกับความนิยมของคนไทยที่ชอบเสี่ยงโชคเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว เพราะไม่มีใครตั้งใจซื้อเลข 6 ตัว ทำให้เกิดกระบวนการรวมชุดล็อตเตอรี่จากแหล่งต่างๆ เพื่อให้เงินรางวัลสูงขึ้น เล่นเลขท้าย 2 ตัวชุดใหญ่อาจได้รางวัลหลักแสนบาท เป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการซื้อ ส่งผลให้สลากราคาแพง
3.การมีผลิตภัณฑ์ในตลาดน้อยเกินไป คือ ล็อตเตอรี่เลข 6 ตัวเท่านั้น และมีรางวัลไม่หลากหลาย ทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน สลากเหลือเยอะ ไม่มีระบบซื้อคืนสลาก ทำให้สลากแพง เพราะผู้ขายต้องรับความเสี่ยงเอง
4.การเติบโตของ "หวยใต้ดิน" ที่เข้าถึงประชาชนมากกว่า มีรูปแบบการเล่นและรางวัลที่หลากหลายมากกว่า แย่งตลาดล็อตเตอรี่
สำหรับตัวแทนจำหน่ายที่ครอบครองโควต้าสลากสูงสุด 7 อันดับแรก ได้แก่
1.มูลนิธิสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 14,217,400 ฉบับต่องวด
2.สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 2,707,800 ฉบับต่องวด
3.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2,350,000 ฉบับต่องวด
4.สมาคมพนักงานผู้เกษียณอายุสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 2,000,000 ฉบับต่องวด
5.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขวัญฤดี ของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า
6.บริษัทสลากมหาลาภ จำกัด ของ นางสาวสะเรียง อัศววุฒิพงษ์
7.บริษัทหยาดน้ำเพชร ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต มีโควต้าสลากรวมกัน 4,800,000 ฉบับต่องวด
ทั้ง 7 รายครอบครองสลากทั้งหมด ทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากการกุศล จำนวน 27.75 ล้านฉบับต่องวด คิดเป็นสัดส่วน 37.50% ของปริมาณสลากทั้งหมด 74 ล้านฉบับต่องวด