วันนี้(18 ต.ค.62) กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ด้านการศึกษา ว่า สะท้อนปัญหาใหญ่ที่เป็นแผลเรื้อรังต่อการศึกษาไทย 5 แผล คือ
แผลที่ 1 การลงทุนการศึกษาไทย พบว่า สัดส่วนลงทุนทั้งประเทศ 20% แต่ลงทุนกับเด็กเพียง 6% เท่านั้น เช่น สพฐ. งบประมาณสนับสนุนบุคลากรจำนวนมาก แต่งบที่เกี่ยวข้องกับกระบวนเรียนรู้ของเด็กโดยตรงนั้นสัดส่วนน้อยมาก ลงทุนต่ำ อุดหนุนไม่พอ
แผลที่ 2 ใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ เช่น โครงการที่สร้างภาระงานครู พาครูออกนอกห้องเรียนและไม่พัฒนาผู้เรียน มีมูลค่า 3,500 ล้านบาท โครงการการพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี ได้งบประมาณ 35 ล้านบาท แต่เกือบทั้งหมดนั้นเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก และค่าพาหนะ ซึ่งนอกจากจะใช้งบอย่างไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
แผลที่ 3 เงินไปถึงเด็กน้อยมาก : งบ สพฐ. 290,000 ล้าน แต่ไปถึงเด็กเพียง 1 ใน 7 นอกเหนือจากนั้น ต่อให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมาตลอดสิบปี แต่เงินอุดหนุนเท่าเดิม ตั้งแต่ปี 2553
แผลที่ 4 จัดสรรเหลื่อมล้ำ : 450,000 บาท/คน (โรงเรียนเน้นวิทย์) 300,000 บาท/134 คน (โรงเรียนขนาดกลาง) หลายโรงเรียนต้องอาศัยเงินบริจาคเพื่อบริหารโรงเรียน บางโรงเรียนครูต้องเป็นแม่ครัว เป็นช่างซ่อมด้วย ทำให้มีเวลาและพลังที่จะทุ่มเทให้ด้านการสอนมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
แผลที่ 5 สัดส่วนงบการศึกษาต่องบทั้งหมดลดลงทุกปี ประเทศสิงคโปร์ลงทุนกับการศึกษาเพิ่มขึ้น แม้มีจำนวนนักเรียนน้อยลง เพื่อให้ตอบโจทย์กับอนาคตและให้คุณภาพดีขึ้นไปเรื่อยๆ
ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เกิดแผลเรื้อรัง ที่เป็นแผลที่ใหญ่ที่สุด คือคุณภาพลดลลงคะแนนสอบต่างๆทั้งจากในและนอกประเทศ คะแนนลดลง โรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศตกค่าเฉลี่ย! ดังนั้น วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือ เจียด 3 หมื่นล้านบาทจากงบกลางเพื่อนำมาเพิ่มงบโรงเรียนขนาดเล็ก-กลาง 10,000 โรง เป็นเงิน 10,000 ล้านบาท เพิ่มงบลงทุนให้อาชีวะเพื่อคุณภาพใกล้เคียงเทียบเท่าของอาชีวะสิงคโปร์ 10,000 ล้านบาท เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนประถม 10,000 ล้านบาท รวมถึงแนะให้ตัดงบโครงการ ศธ.ที่ไม่ถึงเด็กโดยตรงจากงบดำเนินงานลง 3,500 ล้านบาท เพื่อนำเงินนี้ไปอุดหนุนเด็กเล็กยากจนผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา