วันนี้ ( 13พ.ค.58) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ด้านพลังงานออกมาระบุอีกครั้งว่า ภาครัฐความมีความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็ว เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน
การบริหารจัดการ แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณ และแหล่งก๊าซบงกชในอ่าวไทย ที่สัญญาจะสิ้นสุดในอีก 7 ปีข้างหน้า หรือในปี 2566 นั้น เป็นประเด็นที่ นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.ออกมาระบุว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานควรเร่งพิจารณารูปแบบ การบริหารจัดการ ว่าจะให้บริษัทที่ได้รับสัมปทานในปัจจุบัน ดำเนินการต่อ
รวมทั้งจะมีการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นใดให้ภาครัฐ หรือรัฐจะนำทั้ง2 แปลงดังกล่าวมาดำเนินการผลิตเอง เนื่องจากทั้ง 2 แปลงนี้ ถือว่าเป็นแปลงหลักที่สามารถให้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 70 ของปริมาณก๊าซรวมที่พบในประเทศ ทั้งนี้ความชัดเจนจะนำไปสู่การวางแผนการดำเนินงานของผู้ได้รับสิทธิ หรือแม้แต่การดำเนินการของภาครัฐ
ขณะที่การแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 นั้นที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการนำระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC มาใช้ นอกจากระบบสัมปทานที่ใช้อยู่เดิม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเห็นว่า หากกฎหมายที่จะออกมา มีการเพิ่มรูปแบบที่เหมาะสมกับศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในไทย ก็ถือว่าเป็นผลที่ดีของการบริหารจัดการ แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว หากรัฐบาลตัดสินใจใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ก็ต้องดูว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เพราะเป็นระบบใหม่ที่ประเทศเราไม่เคยใช้มาก่อนและเป็นระบบที่จะต้องมีองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามา บริหารจัดการ
นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน หรือ ERS กล่าวว่า จากที่รัฐบาลได้เลื่อนการประกาศเชิญชวนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมครั้งที่ 21ออกไปนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุด สำหรับการพัฒนาและการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะ ถ้ารัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ประเทศไทยจะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ในสัดส่วนที่มากขึ้นจากเดิม และจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นถึง 90 สตางค์ต่อหน่วยในอนาคตอันใกล้นี้