เมื่อวันที่ (25 ธ.ค.62) หลังเรือนจำของไทยถูกมือดีแฮกกล้องวงจรปิด และนำไปถ่ายทอดสดผ่านยูทูป ผ่านผู้ใช้ชื่อ “BigBrother’s Gaze” และโพสต์คลิปเผยแพร่ภาพระบบกล้องวงจรปิดภายในเรือนจำหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยใช้ชื่อคลิปว่า Thai Bangkok prison Security Came live เป็นการถ่ายทอดสดภาพบรรยากาศจริงภายในเรือนจำ
ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และประสานงานให้กรมสอบสวนคดีพิเศษช่วยทำคดี โดยเบื้องต้นเชื่อว่าภาพนี้มาจากเรือนจำหลังสวน ที่ไม่ได้ตั้งรหัสผ่านกล้องวงจรปิด และ ซอฟต์ แวร์ ของกล้องรุ่นนี้ ใช้งานมานาน 10 ปี จึงสั่งให้ปรับปรุงและอัปเดต และถือว่าเป็นความหละหลวมของเจ้าหน้าที่ จึงสั่งการให้ผู้บัญชาการเรือนจำทั่วประเทศตรวจสอบกล้องและอัปเดต ซอฟต์ แวร์
ทั้งนี้นายสมศักดิ์ มั่นใจว่า การแฮ็กข้อมูลครั้งนี้กระทบด้านหลักสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ยังไม่ส่งผลเสียด้านอื่น แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการแฮ็กข้อมูลครั้งนี้ เพื่อต้องการขายซอฟต์ แวร์ หรือไม่
ขณะที่นายปริญญา หอมเอนก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ในคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ มองว่า แม้จะกรมราชทัณฑ์จะเปลี่ยนพาสเวิร์ด ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ เพราะหากผู้แฮ็กเป็นบริษัทผู้ให้บริการ จะไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และมีทางแก้ไขเพียงอย่างเดียวคือเปลี่ยนบริษัท ซึ่งสิ่งที่กรมราชทัณฑ์ต้องเร่งดำเนินการคือการอัปเดตระบบ และตรวจสอบว่าแฮ็กเกอร์เข้ามาได้อย่างไร
ขณะที่สาเหตุที่ถูกแฮ็ก นายปริญญา ระบุว่า เกิดได้จาก 3 ปัจจัย คือ การโชว์ศักยภาพ สร้างชื่อเสียงของแฮ็กเกอร์ การแฮ็กเพื่อสร้างรายได้ เพื่อให้โฆษณาเข้ามา และส่วนสุดท้าย คือความมั่นคง ซึ่งแฮ็กเกอร์ดังกล่าว มีอยู่จริงในต่างประเทศ โดยรัฐบาลจะเลี้ยงคนเหล่านี้ไว้ หรือที่เรียกกองกำลังไซเบอร์
สำหรับช่องทางที่แฮกเกอร์จะใช้มีอยู่ 4 วิธี คือ เข้าผ่านพาส เวิร์ด ที่ง่ายหรือใช้พาส เวิร์ดจากโรงงาน จากการติดตั้งระบบวงจรปิดที่บริษัทติดตั้งตั้งรหัสให้ และบริษัทผู้ผลิตแฮ็กกล้องเอง โดยทั้งหมดนี้ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ยังไม่มีทางแก้ไข ตราบใดที่เรายังไม่สามารถผลิตกล้องวงจรปิดใช้เองได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมควรตระหนักไว้เสมอว่า เราสามารถถูกแฮกได้เสมอ และควรคำนึงว่าไม่ควรติดกล้องในจุดที่เสี่ยง อย่างห้องนอน หรือ ห้องน้ำ
นายปริญญา กล่าวต่อว่า ประเทศไทย มี พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะนำมาใช้ในการคุ้มครองสวัสดิภาพ ประชาชน ซึ่งระบุชัดเจนว่า ผู้ให้บริการข้อมูลห้ามรั่ว และต้องปลอดภัย เจตนาคือต้องมีผู้รับผิดชอบ ซึ่งภาครัฐและเอกชน กำลังเร่งผลักดัน ซึ่งจะมีการตั้งสำนักงานไซเบอร์แห่งชาติ สำนักงานคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ในเร็ว ๆ นี้ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวกับเรื่องนี้