O รัฐยะไข่ (อาระกัน) กับบังคลาเทศอยู่ติดกัน
O อาระกันเดิมเป็นรัฐเอกราช บางช่วงอยู่ใต้อิทธิพลราชวงศ์เบงกอล บางช่วงอยู่ใต้อิทธิพลราชวงศ์ของพม่า
O โรฮิงญาในรัฐยะไข่ปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิม อีกส่วนอพยพมาจากบังคลาเทศ (เดิมคืออินเดีย) ในยุคอังกฤษล่าอาณานิคม
O พ.ศ.2369-2491 ในยุคล่าอาณานิคม อังกฤษรบกับพม่า โดยมีโรฮิงญาช่วยรบและอพยพคนโรฮิงญาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยะไข่เพิ่มขึ้น เป็นต้นเหตุให้คนพม่าไม่ชอบโรฮิงญา
O พ.ศ.2491 อังกฤษมอบเอกราชให้พม่า อาระกันมีสถานะเป็นรัฐปกครองตนเอง
O พ.ศ.2505 นายพลเนวินทำรัฐประหารและประกาศยกเลิกรัฐปกครองตนเองอาระกัน (Arakanese autonomy) พร้อมปฏิเสธให้สถานะ "พลเมืองพม่า" แก่ชาวโรฮิงญา
O พม่ามี 140 ชนเผ่า แต่ไม่เคยยอมรับว่าชนเผ่าโรฮิงญาเป็นพลเมืองหรือมีสัญชาติพม่า จึงไม่ได้รับสิทธิต่างๆ ถือเป็นเพียงผู้อาศัยและกดดันด้วยวิธีต่างๆ ให้ออกจากแผ่นดินยะไข่ อันเนื่องจากบาดแผลในประวัติศาสตร์
O ชาวโรฮิงญาอีกส่วนหนึ่งอยู่ในบังคลาเทศ แต่บังคลาเทศก็มีประชากรหนาแน่นและยากจนมาก ทำให้โรฮิงญาที่หนีจากพม่าไปบังคลาเทศก็ไม่ได้รับการยอมรับเป็นพลเมือง แม้จะเชื้อชาติเดียวกันและนับถือศาสนาอิสลาม ชาวโรฮิงญาที่หนีไปจะถูกนำตัวไปอยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนเท่านั้น
O พ.ศ.2555 เกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่ในรัฐยะไข่ ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมโรฮิงญา ทำให้มีการอพยพหนีภัยสงครามและความแร้นแค้นด้วยการล่องเรือไปตายเอาดาบหน้า
ปัญหาที่ทำให้ไม่มีประเทศไหนกล้ารับโรฮิงญา
O โรฮิงญาไม่เหมือนผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่น พม่าไม่ยอมรับเป็นพลเมือง ไม่มีทางส่งกลับได้
O ประเทศไหนรับชาวโรฮิงญา จึงต้องดูแลตลอดไป
O ชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่และบังคลาเทศจะหลั่งไหลมาเพิ่มอีกหลายแสนคน
O ยูเอ็นเอชซีอาร์อาจไม่กล้าสนับสนุนเงินทุนดูแลผู้ลี้ภัย เพราะต้องตั้งค่ายถาวร รับผิดชอบจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ชาติตะวันตกที่ปฏิเสธรับผู้ลี้ภัย
O อิตาลี กันเรือผู้อพยพชาวแอฟริกาไม่ให้เข้าน่านน้ำ
O ออสเตรเลีย ลากจูงเรือผู้อพยพออกจากน่านน้ำ หรือนำไปกักไว้บนเกาะที่ไม่ได้อยู่ในดินแดนของตน
นายกฯ ย้ำท่าทีไทย ไม่ตั้งศูนย์พักพิงโรฮิงญา ตั้งแต่ศูนย์ควบคุม
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพูดคุยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรื่องสถานการณ์การอพยพของชาวโรฮิงญา ว่าทางยูเอ็นอยากให้ไทยและอาเซียนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเองโดยทางยูเอ็นจะทำหน้าที่สังเกตการณ์ ซึ่งนายบัน คี มูน ได้แสดงความเป็นห่วงชาวโรฮิงญาที่ได้รับบาดเจ็บและมีอาการป่วย
"อาเซียนจะต้องไม่ขัดแย้งในเรื่องนี้ ตนและผู้นำทุกประเทศมีความเข้าใจกันดีแต่ในบางประเทศอาจมีข้อติดขัดจึงต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน องค์กรระหว่างประเทศต้องมาหารือว่าจะทำอย่างไรให้เข้าไปดูประเทศต้นทางได้ไหม ถึงการใช้ชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศเพราะจะทำให้ทะเลาะกัน ขณะนี้อาเซียนกำลังรวมตัวกันได้ดี เดี๋ยวก็จะแตกกันไปอีกจึงต้องหารือกันในประเด็นต่างๆ ให้ทุกฝ่ายพอใจ"
นายกฯ ยืนยันด้วยว่าจะไม่มีการตั้งศูนย์พักพิงชาวโรฮิงญาในประเทศไทย แต่อาจมีการสร้างศูนย์ควบคุมเพิ่มเติมในกรณีที่สถานที่ควบคุมไม่เพียงพอ โดยได้มอบนโยบายว่าหากพบเรือชาวโรฮิงญาอยู่นอกน่านน้ำไทย ไทยจะเคารพสิทธิและหลักมนุษยธรรม แต่หากพบในน่านน้ำไทยก็ต้องเคารพในกฎหมายของประเทศไทยด้วยเพราะทุกประเทศก็ดำเนินการในลักษณะนี้