กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางภายหลังเหตุการณ์ “บิ๊กโจ๊ก” หรือ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ถูกลอบยิงรถยนต์ส่วนตัวขณะตัวเองไปร้านนวดแผนไทย ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนหาตัวคนร้ายนั้น
ล่าสุดวันนี้ (9 ม.ค.63) รายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” โดย คุณเสถียร วิริยะพรรณพงศา เป็นผู้ดำเนินรายการ จะมาร่วมพูดคุยกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดใจกรณีหลังถูกคนร้ายลอบยิงรถยนต์ส่วนตัว เชื่อมโยงโครงการไบโอเมตริกซ์
-รู้มาก่อนว่าตัวเองไม่ปลอดภัย..
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : เรื่องนี้เป็นประเด็นขัดแย้ง เราเป็นตำรวจเก่า เรารู้อยู่แล้วว่า เราขัดแย้งกับใคร ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้มีอำนาจผู้นี้เคยให้ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพ นัดผมไปพบเพื่อให้หยุดดำเนินการเรื่องโครงการไบโอเมตริกซ์ ทั้งการให้ข้อมูลป.ป.ช. หรือให้ข้อมูลใครต่อใคร แต่ผมไม่ไปพบ จึงเกิดความไม่พอใจ และผู้มีอำนาจท่านนี้เวลาประชุมที่ไหน อย่างล่าสุดทางภาคใต้ ประชุมนโยบายชั่วโมงกว่าแต่ด่าผมอย่างเดียว แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก็หมายถึงผม ใครๆก็รู้ เหล่านี้คือ ประเด็นความขัดแย้งอย่างแท้จริง และมีคนเตือนผมว่า มีคนติดตามผมอยู่ และเตือนด้วยว่า ร้านนวดร้านนี้อย่าเข้ามา เพราะผู้มีอำนาจท่านนี้นวดร้านเดียวกัน มีลูกน้องของเขาอยู่ แต่ผมชอบไปคนเดียว ไม่มีลูกน้อง ซึ่งที่ผ่านมาผมจับคนเยอะก็จริง แต่เขายอมรับได้
วงจรปิดจับภาพ 2 ไอ้โม่ง ต้องสงสัยยิงถล่มรถ “บิ๊กโจ๊ก” กลางกรุง
-ไม่คิดว่าคนที่มาทำเรา คือคนที่เราจับ
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : ไม่ใช่ เพราะคนที่ถูกผมจับ เขารู้ว่า เราจับตามกระบวนการยุติธรรม แม้แต่ญาติก็ยอมรับ บ้านเราเป็นเมืองไทยพุทธก็มีกฎหมายเป็นหลัก ยกตัวอย่าง ดร.เซปิง ถูกจับเขาก็ฟ้องผมกลับ การตอบโต้ก็ใช้กระบวนการยุติธรรม เพราะนี่เป็นการทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช่ไปแกล้งเขา
-คนที่ทำคือคนมีอำนาจหรือไม่
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : คนที่ทำผมได้ก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจ ไม่เช่นนั้นไม่มีใครกล้าทำผมหรอก
-การออกมาพูดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการไบโอเมตริกซ์จะไปเชื่อมโยงกับระดับนายพลทั้งนั้น
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : ใช่ โครงการนี้ตรวจสอบทุจริต ตรวจสอบความคุ้มค่าของชาติ ดังนั้น ทุกคนที่ถูกป.ป.ช.ตรวจสอบ ก็มีสิทธิ์ติดคุกหมดหากทำผิดจริง วันนี้กระบวนการยุติธรรมแข็งแรงชัดเจน ดังนั้น หากไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกลัวเลย ซึ่งผมตัดสินใจเซ็นต์ยกเลิกจัดซื้อจัดจ้าง แต่โครงการนี้ยังต้องมี เพราะเป็นโครงการดี ที่ยกเลิกบริษัทนี้ เพราะไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ผ่าน 3 ผู้บัญชาการแล้ว ผมเป็นผู้บัญชาการที่ 4 ก็ยังไม่เสร็จ ส่งงานไม่ได้เสียที
- ผู้บัญชาการตม.ล่าสุด ให้ข้อมูลว่า ไบโอเมตริกซ์ทำงานได้จริง
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : เครื่องไบโอเมตริก วงเงินจริงๆไม่ถึง 1,000 ล้าน แต่กลับถูกเพิ่มไป 2,000 ล้านบาทจากผู้มีอำนาจ และมีการโอนงบของตม.ไปส่วนกลางให้จัดหาเอง แต่เมื่อผมมานั่งบัญชาการ ผมมองว่าเครื่องนี้เป็นเครื่องเก็บข้อมูลทางชีวภาพของผู้เข้าประเทศ เครื่องมือนี้จึงต้องทันสมัยและเรียลไทม์ เครื่องไบโอเมตริก ต้องทำงานให้ได้เยอะ แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพกลับไม่ได้ เช่น มีฟังก์ชั่น 30 ฟังก์ชั่น แต่เอามาทำงานแค่ 6-7 ฟังก์ชั่น จึงต้องไปดูว่า มีการตรวจรับอย่างไร มีการตรวจรับก่อนงานเสร็จหรือไม่ เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ
“ขณะนั้นผมมีหนังสือถึง ผบ.ตร.ให้ยกเลิกกับบริษัทนี้ และให้ทำใหม่เพื่อให้ได้ของดีจริงๆ แต่หลังจากนั้นผมก็ย้ายไป และทราบว่ามีการเรียกรองผู้บัญชาการบางท่านไปตรวจรับ และให้ตั้งกรรมการหาความผิดผมให้ได้ แต่รองผู้บัญชาการท่านนี้ไม่ยอมทำ ก็ถูกย้าย แบบนี้ชัดเจน ทราบว่ากรรมการตรวจรับก็ถูกย้ายด้วย”
-ออกมาจากตม.แล้วก็ไม่น่าจะถูกยิงถูกล้างแค้นหรือไม่..
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : ตนจะต้องไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. คิดว่า น่าจะเป็นการขู่ สั่งสอนตนให้หยุด
-มีการปล่อยคลิปเสียงลับ
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : ฟังแล้วรู้สึกหมดศรัทธา เพราะการเป็นผู้บัญชาการสูงสุดขององค์กร ต้องทำตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือ เป็นเยี่ยงอย่าง และจริงๆ ต้องสั่งการหาตัวผู้กระทำผิดมาให้ได้ เห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความขัดแย้งทั้งสิ้น แต่เมื่อเป็นผู้นำองค์กรก็ต้องยอมรับการถุกชมเชย ถูกตำหนิ ว่ากล่าว
-ในคลิปเสียงพูดทำนองว่า จริงๆการทำงานเรื่องยิงรถมีกลไกการทำงานอยู่แล้ว
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : วันนี้ผู้บัญชาการนครบาล หรือ น.1 ไม่ได้ออกมา แต่พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. ออกมาจัดการ สั่งการเองจนถึงตี 3 เหล่านี้ทำให้องค์กรมีความเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งท่านผบ.ตร.มาสั่งให้คนทำงาน หยุดทำงานได้อย่างไร และผมก็ไม่ได้มีอะไรลึกๆกับท่าน แต่ฟังจากน้ำเสียงในคลิป ท่านคงจะรักผมมาก ที่พูดๆนี่เหมือนเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ราชการ และมาว่าตน ว่าหลอกใช้เขา ก็ต้องไปถามเจ้าตัวเขาด้วยว่า ตนหลอกใช้จริงหรือไม่ และยังมาบอกทำนองว่าเตี้ยมกันอีก ซึ่งไม่ใช่ แบบนี้เหมือนตอนยิงรถนักข่าว คนในแวดวงรู้หมด แผนเดิมๆทั้งนั้น
-คิดว่าจะจับคนร้ายที่ลอบยิงรถได้หรือไม่
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : พูดตรงๆ เท่าที่ฟังจากคลิป อย่างไรเสียก็จับคนร้ายไม่ได้ ก็เหมือนกรณีรถนักข่าวถูกยิง ท่านรู้ทุกอย่าง แต่ไม่รู้ตัวท่านเอง ผมเป็นลูกผู้ชาย การเป็นผู้นำองค์กร ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม สามัญสำนึก เป็นผมทำงาน สั่งงานแบบนี้เป็นเรื่องโดยชอบหรือไม่ ตัวท่านอยู่เมืองนอก แต่มีคนทำงานอยู่ ไปสั่งให้เขาหยุดทำงาน แบบนี้เหมาะสมหรือไม่ เป็นผมลาออกแล้ว
-ถามตรงๆไม่ได้ต้องการเล่นงาน ผบ.ตร.ใช่หรือไม่
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ : ผมไม่ได้ต้องการแบบนั้น แต่อยากให้สังคมรู้ว่า วิชามารเป็นแบบนี้ การเป็นผู้รักษากฎหมายต้องเป็นอย่างไร เรื่องส่วนตัวก็ต้องเรื่องส่วนตัว เหมือนถ้าคนเมามาต่อยผม ก็ต้องบังคับทางกฎหมาย ไม่ใช่สั่งลูกน้องไปต่อยเขา ไม่ใช่ ในวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.) ผมต้องไปให้การที่ป.ป.ช.ก็จะให้ข่าวครั้งสุดท้ายแล้ว
ติดตามคลิปวิดีโอ