เปิดข้อสงสัย  “ไวรัสโคโรนา”  กลุ่มเสี่ยงไหนต้องระวัง!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เป็นเรื่องเป็นข่าววันนี้ (24 ม.ค.) เชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมตอบข้อสงสัย “ไวรัสโคโรนา” ติดจากค้างคาว หรือสัตว์ชนิดไหน และคนกลุ่มไหนเสี่ยงรับเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้

กลายเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังกันทั่วโลก  หลังจากพบข้อมูลการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019  ซึ่งเริ่มมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน  และยังขยายไปยังเมืองอื่นๆ รวมทั้งยังพบในประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยข้อมูลล่าสุดวันที่ 24 ม.ค. 2563 พบผู้เสียชีวิตในจีนแล้ว   26 ราย    ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาจำนวน 5 ราย กลับประเทศจีนแล้ว 2 ราย 

วันนี้(24 ม.ค. ) รายการเป็นเรื่องเป็นข่าว  นำข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 มาตีแผ่เพื่อให้ความรู้ พร้อมรับมือในตอน เฝ้าระวังไวรัสโคโรนา  โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ ดร.สพญ. เสาวพักตร์ ฮิ้นจ้อย ผอ.สำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  และ  นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพิ่มคุณธรรม

ดร.สพญ. เสาวพักตร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนา ว่า  ปกติเชื้อไวรัสโคโรนามีอยู่แล้ว เพียงแต่จะแยกย่อยชนิดออกไป เวลาที่เราตรวจ เราเคยเจอไวรัสโคโรนาเดิมๆ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มีบางอย่างไม่เคยเจอมาก่อน จึงเป็นเชื้อใหม่ที่ถูกค้นพบ เมื่อมีความใหม่จึงทำให้ยังไม่รู้อะไรมาก จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า เชื้อนี้มาจากค้างคาวหรือไม่   ดร.สพญ. เสาวพักตร์ กล่าวว่า เมื่อมีโรคอุบัติใหม่ก็มักจะเชื่อว่า 70 % มาจากสัตว์ แต่สัตว์ชนิดไหนก็ต้องรอผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ที่ชัดเจนคือ ตอนนี้มีการติดต่อจากคนสู่คน  ซึ่งเดิมจากสัตว์สู่คน เราก็แค่ไม่สัมผัสสัตว์ ณ จุดเกิดเหตุ แต่เมื่อติดจากคนสู่คน ก็ต้องปรับเปลี่ยนมาตรการ ดังนั้น เราก็ต้องป้องกัน เนื่องจากติดได้จากทางระบบทางเดินหายใจ

“หลักฐานข้อมูลสอบสวนยังไม่บ่งชี้ชัดว่า เป็นสัตว์ชนิดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไร การกินสัตว์ป่า การคลุกคลี การสัมผัส ชำแหละ การกินสัตว์แปลกๆ  จริงๆเราก็ไม่ควรทำ เพราะเสี่ยงโรคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการจีนพบว่า กลุ่มที่เสี่ยงที่พบคือ อายุ 60 ปีขึ้นไป มีเพียง 2 รายเท่านั้นที่อายุต่ำกว่า 60 ปี  แต่ในอนาคตเรายังไม่รู้ ณ ตอนนี้ข้อมูลประมาณนี้ ส่วนระยะฟักตัวอยู่ประมาณ 7-14 วัน ก่อนแสดงอาการ แต่วิธีการแพร่เชื้อ ไอ จาม  ดังนั้น หากเราป่วยเราก็ต้องย้อนคิดว่า เราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ยิ่งมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงก็ต้องรีบพบแพทย์ ” ดร.สพญ.เสาวพักตร์ กล่าว

มาตรการในการป้องกันควบคุมโรคเข้าไทย เราสามารถยืนยัน 100 % ได้หรือไม่ ดร.สพญ.เสาวพักตร์ กล่าวว่า  คงไม่มีใครพูดได้ถึง 100% เราทำเต็มที่ที่สุด เรามีประสบการณ์จากอดีต ทั้งโรคซาร์ส โรคเมอร์ส เราเคยผ่านสนาม เคยเห็นจุดอ่อน เราก็จะปิดรอยรั่วได้หมด

“6 ข้อกังวลโคโรนาไวรัส” กับความเสี่ยงระบาดไทย?

นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล แพทย์สังคมสื่อสารเพิ่มคุณธรรม ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง หรือในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน  เมื่อเดินทางผ่านสนามบิน แม้จะมีเครื่องวัดอุณหภูมิ แต่ก็ใช่ว่าจะตรวจได้หมด หากยังไม่แสดงอาการ ดังนั้น เราก็ต้องพิจารณาดูอาการของตัวเองด้วย เช่น หากมีไข้ ซึ่งต้องมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส และต้องมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ  เช่น ไอ จาม   แต่ก็ใช่ว่า 2 ข้อนี้จะเป็นไวรัสโคโรนา  อาจมาจากฝุ่น PM 2.5 ก็ได้ สิ่งสำคัญ คือ ต้องเคยเดินทางมาจากอู่ฮั่น ประเทศจีนด้วย หากเป็นเช่นนั้นต้องรีบพบแพทย์

 “จริงๆ เราสามารถปฏิบัติตัวได้ ด้วยการป้องกันตัวเอง คือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และไม่เอามือถูใบหน้า อีกมาตรการ คือ สวมหน้ากากอนามัย อย่างหน้ากากอนามัยที่มีสีเขียวอ่อนอีกด้าน และสีขาวอีกด้าน เราต้องเอาหน้ากากสีขาวเข้าข้างใน  โดยการสวมชั้นเดียวป้องกันได้ 60 % แต่หากเอาหน้ากาก 2 ชั้นมาก็ป้องกันได้ 89% แต่ถ้าเป็นหน้ากาก N95 ก็จะป้องกันได้ 99% ที่เหลือไว้ก็ต้องมีภูมิต้านทานตัวเองช่วย” นพ.สิทธา กล่าว

ดร.สพญ.เสาวพักตร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ปัจจุบันไวรัสโคโรนาจะไม่มียารักษาโดยตรง  แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากจีนในเรื่องอัตราป่วยตายยังไม่มากนัก ดังนั้น เราก็ยังป้องกันโรคได้ หรือหากเริ่มป่วยก็ต้องรีบมารักษาตามอาการก็หายได้เช่นกัน

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

คริตมาแล้ว

คริตมาแล้ว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ