เมื่อเร็วๆนี้ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยหลังเข้าร่วมการประชุมฟอรั่มเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) หรือ WEF ประจำปี 2563 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 24 ม.ค.นี้ ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ตนเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลไทยตามการเชิญของนายบอร์ เก เบรนเด ประธาน WEF โดยหัวข้อหลักของการประชุมในปีนี้ คือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาโลกอย่างยั่งยืน” (Stakeholders for Cohesive and Sustainable World) โอกาสนี้ ตนได้ร่วมการประชุมต่าง ๆ ของ WEF ร่วมกับผู้นำจากภาคธุรกิจและวิชาการระดับสูงและผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากหลากหลายประเทศทั้งในบทบาทของผู้เข้าร่วมการอภิปราย และนำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและผลักดันการดำเนินงานในมิติต่างๆ ของไทย อาทิ การประชุมในหัวข้อ “การกำหนดการศึกษาในยุค 4.0” ซึ่งตนได้เน้นย้ำถึงแนวคิดของไทยที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการศึกษาและ การบูรณาการองค์ความรู้อย่างสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรมที่จะสามารถสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพและมีความพร้อมเพื่อตอบรับต่อความต้องการของสังคมได้อย่าง มีประสิทธิภาพ
ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ร่วมการประชุมหัวข้อ “การกำหนดวาระการดำเนินงานใหม่ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคต” ตนได้ชี้ให้ที่ประชุมเห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการเสริมสร้างขีดความสามารถ ด้านการแข่งขันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยแนวคิดการสร้างเมืองแห่งนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นสังคมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Nation) การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศหรือ S-curve Industries เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และการพัฒนาด้วยแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศที่ครอบคลุม 4 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหาร, ด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ, ด้านสุขภาพและการแพทย์, และด้านการท่องเที่ยว เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมก้าวข้ามกับดักรายได้ปาน กลาง รักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของพลเมืองไว้ได้อย่างยั่งยืนและเป็นหลัก สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป