นายอาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อธิบายว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ ในไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงเปรียบเทียบกับมาตรการการปฏิบัติงานกับต่างประเทศค่อนข้างยาก บวกกับ ผู้ก่อเหตุมีทักษะการใช้อาวุธแบบสงครามกองโจร และมีการจับตัวประกัน เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้ความรอบคอบในการปฏิบัติงาน แต่จากการระดมทรัพยากร และสรรพกำลังเข้าจัดการสถานการณ์จบลง ก็ถือว่าเป็นเวลาอันรวดเร็ว และทำดีที่สุดแล้ว
โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องกลับมามองขอบเขตในการนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชน และสื่อออนไลน์จากภาคประชาชน ว่าจะนำเสนออย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นช่องทางที่ผู้ก่อเหตุใช้ในการติดตามเหตุการณ์และก่อเหตุเพิ่ม แนะรัฐบาล กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้อาจต้องมีการเตรียมความพร้อมการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารวิกฤตในสถานการณ์เฉพาะกิจ” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งาน ประสานเจ้าของพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในจุดเกิดเหตุ และการเผยแพร่ข่าวสาวไม่ให้เลวร้ายลง
นักวิชาการจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ท่านนี้ อธิบายเพิ่มว่า หากจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเพิ่มอีก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ข้อ คือ ข้อแรก รัฐบาลต้อง “จำกัดเสรีปฏิบัติ” นั่นหมายถึง การจำกัดขอบเขตของการก่อเหตุ โดยการจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ และยังเหมารวมถึงการยับยั้งพฤติกรรมการเข้าถึงคลังอาวุธ ของผู้ก่อเหตุ ข้อที่ 2 คือ “การแก้ที่ความคิดรากเหง้า” โดยผู้ก่อเหตุกราดยิงแบบนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการถูกกดทับทางสังคม ความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะออกแบบกติกาเพื่อให้เข้าถึงการจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังแนะนำ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า “Early Warning”เพื่อเตือนภัยอาชญากรรม ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงรู้ตัวโดยเร็วที่สุด คล้ายกับการแจ้งเหตุแผ่นดินไหวในประเทศ ญี่ปุ่น ที่ระบบของรัฐจะส่งข้อความและข้อควรปฏิบัติ ไปยังโทรศัพท์มือถือของผู้ประสบภัย เพื่อลดการสูญเสียจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น