จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 จนถึงขณะนี้มีการเฝ้าระวังในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 22 ก.พ.2563 มีผู้ป่วยยืนยัน 35 ราย และหายป่วยไปแล้ว 20 ราย และไม่พบผู้เสียชีวิต
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนจะทราบถึงข้อมูลผู้ป่วย การรักษา การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรค แต่อาจไม่รู้ว่าการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะช่วงแรกที่ส่งทีมบุคลากรสาธารณสุขไปรับคนไทยในอู่ฮั่น เพราะอะไรจึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเฝ้าระวังเข้มงวด การไม่คืนโทรศัพท์มือถือในช่วงแรก สิ่งเหล่านี้มีคำตอบ นั่นเพราะโรคโควิด-19 ไม่ธรรมดา
กรมควบคุมโรค(คร. )กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ได้เปิดเผยข้อมูลการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ เริ่มจากการเดินทางไปรับคนไทยในอู่ฮั่นตั้งแต่วันแรก ที่หลายคนอาจยังไม่รู้...
เริ่มจากการรวบรวมผู้กล้า..เพื่อปฏิบัติงาน..
หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ระบาดหนักในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ จนกระทั่งทางการจีนประกาศปิดเมือง จึงเริ่มเกิดความกังวลต่อพลเมืองของตนเองที่ยังติดค้างในเมืองที่เป็นศูนย์กลางการระบาดของโรคอุบัติใหม่ หลายๆประเทศ รวมทั้งประเทศไทยจึงเรียกร้องให้รัฐบาลบินไปรับพลเมืองของประเทศตัวเองกลับสู่มาตุภูมิ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหลายๆ แหล่ง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจ "บินไปรับคนไทยกลับบ้าน" โดยเร็วที่สุด เกิดเป็นทีมเฉพาะกิจที่มาจาก 3 กระทรวง 7 หน่วยงาน ทั้งราชการและเอกชน รวบรวมทีมเวิร์คที่ดีที่สุดในเวลานั้นขึ้นมา ความยากของภารกิจนี้อยู่ที่เงื่อนไขของเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะได้ไปเมื่อไหร่ รู้เพียงว่าต้องเร็วที่สุด และปลอดภัยที่สุด ทั้งทีมที่จะไปรับ และคนไทยที่จะกลับมาพร้อมกับเรา เราเริ่มคุยและวางแผนร่วมกันแม้จะยังไม่รู้กำหนดการเดินทาง
"สรุป เดินทางวันไหนพี่"
"เร็วสุด ไม่คืนนี้ ก็พรุ่งนี้เช้า ช้าสุดไม่เกินวันที่ 4"
เราจำเป็นต้องทำแผนให้ยืดหยุ่นมากที่สุด กระชับที่สุด และจะต้องพร้อมอย่างเต็มที่หากจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้น ทีมต้องแม่นยำ เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ
โจทย์ที่ได้รับมาดูเหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายๆอย่าง ทั้งการปิดเมือง ระงับการเดินทางสาธารณะทั้งหมด รวมไปถึงปิดน่านฟ้าเมืองอู่ฮั่นอีกด้วย ทำให้เราต้องตัดตัวเลือกออกที่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องบินทหาร C130 ซึ่งติดปัญหาเรื่องที่นั่งเพราะไม่มีผนังกั้นห้องสำหรับแยกผู้ป่วย และยังใช้เวลาในการบินนานถึง 5 ชม. รวมทั้งเครื่องบินพาณิชย์อื่นๆ ได้แก่ สายการบินไทย และไทยสมายล์ ที่ไม่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเงื่อนไขนี้ทางการจีนได้ร้องขอให้เป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่มีเส้นทางการบินมายังเมืองอู่ฮั่นอยู่แล้ว เพราะนักบินจะคุ้นชินกับสนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างดี และความคล่องตัวในหลายๆอย่าง ในที่สุดสายการบินแอร์เอเชียจึงเป็นทางเลือกเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเมื่อทางสายการบินแอร์เอเชียเองก็ยินดีที่จะลงเรือลำเดียวกันในภารกิจนี้
29 ม.ค. 2563 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ยังบ้านของคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ซึ่งเจ้าของเสียงคือคุณหมอนักประสานสิบทิศ ผู้ที่ได้รับฉายา "จูล่ง แห่งกรมควบคุมโรค" หนึ่งในคณะทำงานที่ทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมดในภารกิจชาติในครั้งนี้
“คุณคิดยังไงถ้ารัฐบาลจะไปรับคนไทยกลับจากอู่ฮั่น?”
หมอถามกลับ “รับทราบครับ แล้วตอนนี้เรามีอะไรในมือบ้าง?”
“เท่าที่รู้คือ มีคุณนี่แหละที่ต้องไปกับเครื่องบินลำนี้”
สีหน้าของคุณหมอหนุ่มดูตื่นเต้น เมื่อสิ่งที่เขาคาดเดาเอาไว้กลับไม่เป็นตามนั้น
ในที่สุดการรวมทีมจึงเกิดขึ้นซึ่งเหล่าผู้กล้าทุกคนที่ได้รับมอบหมายภารกิจนี้ต่างไปรวมตัวกันที่สถาบันบำราศนราดูร เพื่อหารือและทดสอบการใส่ PPE-Full Cover โดยมีทีม ICN (Infection Control Nurse) ระดับตำนานเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด
โดยทีมมีทั้งหมด 5 คน หลังจากที่เคยร่วมผจญภารกิจเพื่อเยียวยาภัยพิบัติร่วมกันในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุกคนทักทายกันอย่างสนิทสนมด้วยบรรยากาศเดิมๆ เพื่อหารือแนวทางปฏิบัติและซักซ้อมกันถึงการเตรียมพร้อมทุกอย่าง
หนึ่งในการทดสอบเพื่อเตรียมความพร้อมในภารกิจครั้งนี้ คือ ต้องให้แน่ใจว่าทุกคนในทีม จะสามารถใส่ PPE – Full Cover หรือชุดอวกาศ พร้อมทั้ง N95 และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ต้องทดสอบด้วยว่า ถ้าสวมและออกแรงได้ด้วย เรายังจะปกติกันอยู่ไหม จึงต้องทดสอบเดินขึ้นลงบันได 6 ชั้น แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่แค่ทีมแพทย์เท่านั้นที่ต้องใส่ชุดอวกาศ แต่ทั้งกัปตัน ลูกเรือ และเจ้าหน้าที่กงสุลที่ไปร่วมปฏิบัติการทุกคนก็ต้องใส่ชุดเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องใส่ตลอดเวลาตั้งแต่บนเครื่องจนกระทั่งส่งกลุ่มคนไทยกลับบ้านเข้าที่พัก
บ่ายวันต่อมา ทีมภารกิจได้รับคำสั่งให้เข้าประชุมด่วนเพื่อวางแผนเตรียมการปฏิบัติการ การเคลื่อนย้ายทางอากาศ และแนวทางการปฏิบัติการภาคพื้นดิน อีกครั้งซึ่งจำเป็นจะต้องได้ข้อสรุปเรื่องสถานที่พักให้กลุ่มคนไทยที่รับกลับมาจากอู่ฮั่น โจทย์คือ ต้องปลอดภัย และต้องสร้างความมั่นใจอย่างสูงสุด คนไทยกลับบ้าน กลุ่มนี้ พวกเค้าอาจติดเชื้อโรคหรือไม่ติดเชื้อ แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยกลุ่มนี้อาจสร้างความกังวลให้กับชุมชนรอบข้างที่พัก เหมือนเช่น ข่าวการชุมชุมประท้วงและเหตุรุนแรงในหลายประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ และที่สำคัญการเลือกพี่พักของคนไทยกลับบ้าน จะเป็นเหตุผลหลักในการเลือกท่าอากาศยานที่เครื่อง A320 จะลงจอด ซึ่ง ณ เวลานั้นพวกเราเองยังไม่รู้กำหนดการเดินทางที่แน่นอนเลย...
“ถ้าลงที่ดอนเมือง เราจะให้เค้าไปพักที่ไหน”
หนึ่งในคณะทำงานตั้งคำถามขึ้นกลางที่ประชุม
“โรงพยาบาลทุ่งสีกันดีไหม”
“แต่มันอยู่กลางชุมชนเกินไป ไม่น่าจะเหมาะนะครับ”
ในที่สุดที่พักของคนไทยจากอู่ฮั่นจึงจบที่บ้านพักรับรองของทหารเรือที่ อ.สัตหีบ สถานที่ที่พร้อมที่สุดที่หาได้ในตอนนี้ และแล้วจึงได้มีการประสานงานไปทางกองทัพเรือ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
ขณะที่ทุกฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปเตรียมความพร้อมตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย คุณหมอเวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมทีม ยังคงนั่งวางแผนการทำงานบนเครื่องบิน เขาออกแบบการปฏิบัติงาน 6-7 แบบ เผื่อไว้หากเกิดความผิดพลาดใดๆ จะสามารถปรับแผนในการทำงานได้ทันท่วงที
“ผมคงต้องเตรียมเครื่องมือขึ้นเครื่องไปให้พร้อม”
“คุณอยากได้อะไรบ้าง”
“ผมอยากได้ทุกอย่างเท่าที่รถพยาบาลคันหนึ่งจะมี อุปกรณ์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน เวชภัณฑ์โรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เผื่อสำหรับทีมกงสุล และ ทีมแอร์เอเชียด้วย”
คุณหมอคนเดิมใช้เวลาทั้งวันไปกับการหาข้อมูล สนามบินอู่ฮั่นเป็นอย่างไร เครื่องบิน A-320 เป็นอย่างไร ระเบียบการบินพลเรือนระหว่างประเทศว่ามีอะไรที่ต้องระวังบ้าง การควบคุมโรคในพื้นที่ปิด การดูแลภาวะฉุกเฉินทางกาย การดูแลภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิต และอีกสารพัด จนในที่สุดได้แผนปฏิบัติการ ที่พร้อมปรับได้ตลอดเวลา ทันทีที่มีข้อมูลใหม่ๆ พร้อมด้วยรายการอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ฉุกเฉิน มากพอที่จะทำการฟื้นคืนชีพขั้นสูงสุดได้ 2 เคส เวชภัณฑ์ตรวจรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งอุปกรณ์ควบคุมโรคต่างๆ เพื่อใช้สำหรับทีมกงสุล และทีมแอร์เอเชียด้วย
“เอาล่ะ ผมได้รถพยาบาลบนเครื่องบินแล้ว 1 คัน เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”
เขาพึมพำขึ้นด้วยความพอใจ กับรายการที่เรียบเรียงมา ด้วยความเหนื่อยล้ากับอีกวันที่เวลางวดเข้ามาทุกที
รุ่งขึ้น ทีมภารกิจมีการประชุมด่วนเป็นครั้งที่ 2
“นี่น่าจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย เราจะสรุปทุกขั้นตอนกันในวันนี้ เราได้รับสัญญาณไฟเขียวมาจากทางจีนแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เราจะออกเดินทางวันที่ 4 กุมภานี้”
ผู้บริหารระดับสูงผู้เป็นประธานในที่ประชุมเอ่ยขึ้น ขณะที่ทุกคนต่างพากันตื่นเต้นกับภารกิจที่กำลังจะเริ่มขึ้น หากแต่เป็นความตื่นเต้นที่เต็มไปด้วยความเครียด และอยู่ภายใต้ความกดดันของเวลาที่กระชั้นขึ้นมาทุกที เรารู้เพียงแค่ว่า เราจะต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอีกวันที่แสนยาวนานสำหรับการประชุมซักซ้อมเตรียมปฏิบัติงานตามแผนที่ทุกฝ่ายได้วางไว้ ซึ่งเราได้มือประสานงานขั้นเทพ จากกรมการกงสุล 2 ท่าน มาร่วมทีมซึ่งอยู่ร่วมภารกิจกับเราจนสุดทาง
ทีมงานทั้ง16 คน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนรวมทั้งนักบินและลูกเรือ ที่ร่วมทีมในภารกิจนี้ มีการสรุปขั้นตอนการปฏิบัติแบบละเอียดยิบ เป็นแผนที่ผสมกันอย่างลงตัวระหว่างแผนของสายการบิน และแผนทางการแพทย์ ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันการผิดพลาด ตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง จนเครื่องลงจอดที่อู่ฮั่น การประสานงานกับท่าอากาศยาน เตรียมอุปกรณ์ตั้งจุดคัดกรอง การลงทะเบียนตรวจสอบรายชื่อผู้เดินทาง การคัดกรองและทำความสะอาด รับเลขเก้าอี้โดยสาร จนผู้โดยสารขึ้นมาบนเครื่อง
"โทรศัพท์ ไอแพด ไอโฟน ของผู้โดยสาร เอาไงดีพี่"
"เก็บรวมไว้ก่อน เพราะเราทำความสะอาดฆ่าเชื้อบนเครื่องบินไม่ได้"
นี่เป็นข้อสรุปสั่งการจากหัวหน้าทีมแพทย์ ซึ่งพวกเราเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะกลายมาเป็นดราม่าไม่คืนโทรศัพท์ ในเวลาต่อมา!!
ทีมแอร์เอเชียเริ่มซักซ้อมการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนตามที่ได้มีการวางแผนไว้ ซึ่งทุกคนในทีมต้องตั้งแถวตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่จะเริ่มทดสอบกระบวนการทั้งหมด พร้อมกับจับเวลาไปด้วย ซักซ้อมขั้นตอนการ Screen & Clean ทั้ง 6 ขั้นตอน ตั้งแต่ผู้โดยสารรับเลขที่เก้าอี้นั่ง จนเข้าสู่ Cabin แล้วนั่งรอ
เราจินตนาการไปจนถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดตลอดระยะเวลาการรอและระหว่างการเดินทาง ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาล่าสุดในขณะนั้น เรามีผู้เดินทางมากกว่า 150 คน และมีช่วงเวลาทำงานภาคพื้นเพียง 5 ชม.เท่านั้น ซึ่งเราซ้อมทุกขั้นตอนปฏิบัติงานอย่างสมบูรณ์ที่สุด พร้อมจับเวลา คำนวณเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งก็พบว่าใช้เวลาเกือบ 6 ชม. เกินกว่าที่เราได้รับอนุญาตให้ทำงานในภาคพื้น
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปวัดใจกันหน้างาน” คุณหมอหนุ่มรำพึงขึ้นในใจเมื่อเห็นทุกอย่างดูจะลงตัวที่สุดจากความเป็นไปได้ในตอนนี้
หลังจากทดสอบขั้นตอนทุกอย่างจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว ทุกคนจึงได้ไปรวมตัวกันที่สถาบันบำราศนราดูรอีกครั้ง เพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยทางทีมสถาบันบำราศนราดูรได้เตรียมเครื่องป้องกัน PPE Level C – full cover ไว้ให้พวกเราทุกคน โดยจัดแยกเฉพาะบุคคลเอาไว้ ไม่อนุญาตให้สลับสับเปลี่ยนกัน นาทีนี้ รู้สึกเลยว่าทุกคนเหมือนเป็น "นักบินอวกาศ" ที่ได้รับหน้าที่ไปสำรวจดวงจันทร์เลยทีเดียว และแน่นอนกัปตันและลูกเรือก็ต้องมีการฝึกซ้อมการใส่ชุด ถอดชุด การหายใจและใช้ชีวิตอยู่ภายในหน้ากากและแว่นตา ด้วยมาตรฐานเดียวเช่นกัน ซึ่งฝึกซ้อมกันอยู่จนค่ำ ทุกคนต่างตื่นเต้นกับชุดทำงานใหม่ที่เก๋ไก๋กว่าเดิมชุดนี้ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปเพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจสำคัญรับคนไทยกลับบ้านนั่นเอง...