เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2563 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงเหตุการณ์อุ้มพี่ชายผู้พิพากษา ว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 17.30 น. ได้มีคนร้ายจากเท่าที่ปรากฏหลักฐาน 3-4 คนร่วมกันอุ้มลักพาตัวพี่ชายผู้พิพากษา ขึ้นรถที่จอดเตรียมไว้ที่บริเวณหน้าศาลอาญากรุงเทพใต้
โดยภายหลังจากมีการลักพาตัวในวันเดียวกันนั้น กลุ่มคนร้ายได้โทรศัพย์เข้ามาหาผู้พิพากษา เพื่อข่มขู่คดีโดยขอให้ยกฟ้องในคดีโอ้นหุ้นนายชูวงษ์ จากนั้นผู้พิพากษาจึงเข้าเเจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการบันทึกเทปสนทนาการข่มขู่ดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน โดยทางสำนักงานศาลยุติธรรม ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้ประสานทางสำนักงานตำรวจเเห่งชาติ เเละมีการตั้งทีมสืบสวนขึ้นมาในวันดังกล่าวทันที จนกระทั่งสามารถสืบจนได้ทราบว่ามีผู้เกี่ยวข้องก่อเหตุคือใครบ้าง
สำหรับเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวพันกับ 2 คดี คือคดีฆาตกรรมนายชูวงษ์ เเละการโอนหุ้น 300 ล้าน เมื่อได้หลักฐานครบถ้วนแล้วจึงได้ออกหมายจับกลุ่มคนร้ายดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการขอหมายค้น 20 กว่าจุดในการหาพยานหลักฐานมัดตัวคนร้าย ซึ่งทราบมาว่าตอนนี้สามารถจับคนร้ายได้แล้ว 3 คน เเละกำลังตามจับบางส่วนที่หลบหนีอยู่
นอกจากนี้ทางศาลมีหลักฐานสำคัญคือ กล้องวงจรปิดที่จับภาพคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คน ตั้งเเต่มาดักรอผู้เสียหายที่หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ก่อนลักพาตัวประมาณ 1 ชั่วโมง โดยทางศาลได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้กับตำรวจกองปราบแล้ว
ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมา นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก ท่านจะพูดทุกครั้งในการประชุมเรื่องความห่วงใยและความปลอดภัยของผู้ถูกลักพาตัว เเต่เราต้องเก็บเป็นความลับเพื่อคำนึงความปลอดภัย ซึ่งที่ผ่านมาหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานความคืบหน้าให้ทราบโดยตลอด
“ซึ่งเหตุการณ์การจับตัวประกันเพื่อต่อรองให้ตัดสินคดีที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในศาลยุติธรรมมาก่อน ถือว่าเป็นเรื่องกระทบความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา” นายสราวุธ กล่าว