วันนี้ 24 ก.พ. 2563 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติการอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เป็นวันแรก โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานในการประชุม
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ กล่าวเปิดอภิปรายเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี โดยหยิบยกเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลประยุทธ์ เรื่องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และ การสืบทอดอำนาจ อีกทั้งดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ไม่เห็นศักยภาพด้านการบริหารหรือเป็นนักยุทธศาสตร์ นายกฯ ทำได้เพียงแค่นักธุรการทั่วไป ทำหน้าที่เพียงแค่ใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน แต่ไม่รู้จักวิธีหารายได้เข้าประเทศ
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงว่า ตนเองเข้ามาด้วยกลไกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. ตามที่คูกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างไว้ ตามบทบัญญัติตดังกล่าว ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจใคร แต่ก็เป็นหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวที่ต้องทำตามมติของประชาชน ในการเลือก ส.ส.เข้ามา และ ส.ว.บางส่วนเข้ามาด้วยนั่นคือสิ่งที่ประชาชนได้มีส่วนร่วม
แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนเลือกทุกท่านเข้ามาผมเองเข้ามาสู่กระบวนการโดยการเลือกนายกรัฐมนตรี จำได้หรือไม่ว่าตนเองได้คะแนนเสียงเท่าไหร่ ซึ่งก็เกิน 250 ก็มากกว่าฝ่ายค้านแล้วก็ไม่ได้ใช้คะแนนเสียงของส.ว.เลย ตามที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจตนนั้น ประชาชนเขาดูอยู่ บางอย่างก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ซึ่งก็ต้องดูกันตามหลักฐาน มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
“ในเรื่องที่กล่าวหาตนไม่ศัทธาระบอบประชาธิปไตย และ การล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ตนไม่เคยคิดอย่างนี้เลย เหตุการณ์ก่อนปี 2557 พี่น้องประชาชนเห็นหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ปี 2553 ปี2557 เกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ตนต้องมายืนอยู่ตรงนี้ จะด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ เพราะตนจำเป็นต้องแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ให้ลุล่วงไปสู่ความสงบเรียบร้อย แล้วเดินหน้ามาสู่การเลือกตั้ง การมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามขั้นตอน”
นายกฯ อภิปรายต่อว่า สิ่งที่ตนกังวลในตอนนั้นขอเปิดอกเลยว่าตนกังวลเรื่องการโกง ถ้าย้อนกลับไปก็มีเยอะ เพราะคดีความมีมากมาย เพราะฉะนั้นในการกระทำก่อน 22 พ.ค. 2557 นั้นมีมาต่อเนื่อง มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น ความไม่สงบเรียบร้อย การบริหาราชการไม่ได้ มีกระบวนการทำลายอำนาจตุลาการ ไม่ยอมรับกระบวนการบยุติธรรมบ้าง ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปเขายอมรับ แต่กับบางคนไม่ยอมรับ ไม่ยอมติดคุก การออกกฎหมายนิโทรกรรมในเวลากลางคืน
ต้องย้อนไปดูพฤติกรรมคนก่อนๆว่าทำอะไรไว้บ้าง เราจะยอมให้ประเทศเป็นอย่างนั้นหรือไม่ นั่น คือเหตุผลที่ตนเข้ามา ตนเองอยากให้ประชาชนเปรียบเทียบดูเอง
การละเมิดหลักสิทธิมนุยชน ตนเองก็ไม่เคยก้าวล่วงใคร ไม่เคยลงโทษ หรือ จับใครติดคุก มีแต่เมตรตา มีแต่ให้เบาๆหน่อย ค่อยๆคุยกัน กับสื่อกล่าวหาว่าตนใช้คำพูด หยาบคาย ใช้กริยาไม่เหมาะสม ตนเองก็ไม่เคยทำย่างนั้น ไปถามสื่อได้เลยไม่มีใครเขาโกรธ ตนเอง เพราะเขารู้จักนิสัยของตนดี แต่มีการนำคลิปของตนในระยะ 5 ปีมาตัดรวมกัน ซึ่งเป้นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมสำหรับตน เพราะจริงๆแล้ว ตนเองเป็นคนที่อารมณ์เย็น ยิ้มแย้ม แจ่มใส่ พูดจาอาจดุไปบ้าง นักข่าวทั้งทำเนียบเขาเข้าใจตนเองหมด และ รัฐบาลทำงานให้คนทุกจังหวัด เพื่อคนทุกฝ่าย ไม่เคยแบ่งแยก
ส่วนการใช้มาตรา 44 มารังแกข้าราชการ ก็ไม่เคยใช้อำนาจดังกล่าว แต่ตนเองใช้มาตรา 44 ในเรื่องแก้ปัญหาไอยูยู ไอเคโอ การค้ามนุษย์ ซึ่งตนเองก็ทำสำเร็จ
เรื่องการสืบทอดอำนาจนั้น ใครจะว่าอะไรก็ตาม ก็ต้องไปถามคณะกรรมการร่างรัฐธรรนูญ
เรื่องการทุจริต ก็ต้องไปย้อนดูว่าตั้งแต่ตนเข้ามา 5 ปี และ อีก 7 เดือนมีกี่อยู่คดี ที่ถูกดำเนินคดีแล้ว และ เคยได้รับการแก้ไขหรือไม่ เรื่องการเอื้อประโยชน์ก็เป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์เท่านั้น
ต่อมา นาย ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ผู้ที่อภิปรายได้กล่าวข้อความเท็จ กรณีที่กล้าวอ้างว่าการได้เป็นนายกฯไม่ได้เสียง ส.ว.เลย แต่ตนเองจำได้ในวันที่โหวตนายกฯ เป็นการประชุมร่วมส.ส.กับส.ว. วันนั้น ส.ว.ได้ร่วมโหวตนายกฯด้วย เพราะฉะนั้น ข้อความที่นายกฯกล่าว นั้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จ และ ขอให้ประธานสภาวินิจฉัยด้วย
จากนั้นประธานสภาฯ ได้วินิจฉัยว่าไม่ได้ทำผิดข้อบังคับ และ นายกฯอภิปรายต่อ แต่นายกฯระบุสั้นว่า ถ้าชี้แจงง่ายๆแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ก็ยากที่ตนจะชี้แจงต่อไป ไม่จึงขอหยุดอภิปราย
“สุริยะ-สมศักดิ์” ถก กลุ่มสามมิตร หาแนวทางป้อง “บิ๊กตู่” ให้อยู่ครบ 4 ปี