เมื่อ ‘โควิด-19’ เป็นโรคติดต่ออันตราย ปฏิบัติตัวแบบไหนเข้าข่ายขัด กม.

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิด 13 โรคติดต่ออันตรายก่อน “โควิด-19” เป็นโรคลำดับ 14 เผยไม่เน้นเอาผิดใคร แต่ขอความร่วมมือเพื่อส่วนรวม หากเข้าข่ายป่วยแต่ไม่ยอมรักษา กม.บังคับได้

หลังจากคณะกรรมการโรคติดต่อพิจารณาประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19  (COVID-19) เป็นโรคอันตราย ตามพ.ร.บ.โรคติดต่อแห่งชาติ พ.ศ.2558  หรือจัดเป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14    จากก่อนหน้านี้มี 13 โรค  เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายในการควบคุมดูแลโรค มุ่งเน้นในการควบคุมป้องกันโรคมากกว่าจะมุ่งเอาผิดตามกฎหมาย  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับโรคติดต่ออันตรายที่ประกาศก่อนหน้านี้  13 โรค ประกอบด้วย    1.กาฬโรค 2.ไข้ทรพิษ 3.ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก 4.ไข้เวสต์ไนล์ 5.ไข้เหลือง 6. โรคไข้ลาสซา 7.โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 8.โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก 9. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา 10.โรคติดเชื้อไวรัสเฮนดรา 11.โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (โรคซาร์ส) 12.โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (โรคเมอร์ส) และ 13.วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก

หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อ “โควิด-19” ถูกจัดให้เป็นโรคติดต่ออันตราย จะมีมาตรการหรือการดำเนินการควบคุมโรคอย่างไรที่เข้มข้นมากกว่าเดิม

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อธิบายว่า เมื่อประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายแล้ว จะสามารถดำเนินการในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ตามพรบ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 อาทิ มาตรา 34(1) กำหนดให้ผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย รวมถึงผู้ที่เป็นผู้สัมผัสโรคหรือเป็นพาหะ มารับการตรวจหรือรักษา หรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ และเพื่อความปลอดภัยอาจดำเนินการโดยการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตในสถานที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดจนกว่าจะได้รับการตรวจและการชันสูตรทางการแพทย์ว่าพ้นระยะติดต่อของโรคหรือสิ้นสุดเหตุอันควรสงสัย อย่างไรก็ตาม การประกาศตามกฎหมายนี้ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเป็นการเอาผิดใคร แต่เป็นการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสังคมโดยรวม 

ผู้สื่อข่าวถามว่าในระดับบุคคลพฤติกรรมเช่นใดจะถือเป็นการขัดคำสั่งตามประกาศนี้ นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หากเจ้าพนักงานสั่งให้ใครอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แล้วเจ้าตัวละเลย สามารถเอาผิดตามกฎหมายนี้ได้ หรือเจ้าพนักงานยังถ้าสั่งไม่ให้เดินทางไปที่ไหนก็ได้  ประกาศนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ มีเครื่องมือในการควบคุมป้องกันโรคเพื่อทำให้เราคงสถานการณ์ระดับหรือระยะ 2 ไปให้นานที่สุด หรือเมื่อเข้าสถานการณ์ระดับ 3 ก็จะชะลอผู้ป่วยไม่ให้มากเกินไป 

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ กล่าวว่า ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นคือช่วงที่มีการกระจายโรค แล้วมีคนไข้ถูกให้อยู่รพ. แล้วไม่ยอมอยู่ เพราะคิดว่าตัวเองมีอาการไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นคนไข้ต่างชาติ พอพูดกันไม่รู้เรื่องก็ขึ้นแท็กซี่ออกไปเลย ถือว่าอันตรายมากและเสี่ยงเป็น Super Spreader หรือผู้ป่วยที่มีความสามารถในการแพร่โรคสู่คนอื่นทีละมากๆ บางครั้งมีฝรั่งไปประเทศเสี่ยง ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย แล้วเข้ารพ.เอกชนแห่งหนึ่ง บอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้วจะขอไปนอนที่คอนโด ถ้ามีประกาศนี้เราจะสั่งได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยหลัก เมื่อ “โควิด-19” ถูกประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตราย จะต้องดำเนินการ อาทิ

-เจ้าบ้าน ผู้ควบคุมดูแลบ้าน แพทย์ผู้ทำการรักษา  รวมทั้งผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล หรือผู้ที่ตามกฎหมายกำหนดต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานกรมควบคุมโรคภายใน 3 ชั่วโมง นับแต่พบผู้ที่เป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรค หลังจากนั้นจะมีการแจ้งต่อคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลรายงานต่อกรมควบคุมโรค

-สถานพยาบาล เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่มีอำนาจออกคำสั่งแยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกตอาการจนกว่าจะปลอดภัย

-กรณีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งปิดตลาด สถานประกอบการ สถานที่ชุมชน ให้หยุดประกอบอาชีพได้

-ผู้ที่เข้าข่ายป่วยหรือสงสัยต้องเข้ารับการตรวจ เพื่อคุมไว้สังเกต หรือรักษาจนหายดี

สำหรับบทกำหนดโทษต่ำสุดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนโทษสูงสุด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

 

พ.ร.บ.โรคติดต่อแห่งชาติ พ.ศ.2558

สธ.ย้ำไทยระบาดโควิด-19 ‘ระยะ 2’  ยังไม่ถึงขั้นแพร่เชื้อระหว่างคนไทย

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ