สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดการประชุมการนำเสนอข่าวการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ณ หอประชุม ชั้น 1 อาคารหอประชุม สำนักงาน กสทช. เพื่อให้การนำเสนอข่าวการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เป็นไปอย่างเรียบร้อย
พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. บอกเล่าเหตุผลของการจัดการประชุมครั้งนี้ว่า ช่วงนี้มีวิกฤตเกิดขึ้นในประเทศไทยบ่อยครั้ง ซึ่ง COVID-19 ก็เป็นหนึ่งในนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีแนวทางการสื่อสาร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางลบกับสังคม ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ ที่ปรึกษาระดับกระทรวงและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เสนอหลักเกณฑ์การนำเสนอข่าวเกี่ยวกับเชื้อไวรัส COVID-19 ขึ้นมา 5 ข้อ
1.จริงหรือไม่
"ให้สื่อเสนอแต่ข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริง จากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ โดยกรณีของ COVID-19 นั้นควรใช้ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักส่วนข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อจากต่างประเทศบางราย ควรมีการตรวจสอบข้อมูลซ้ำก่อนนำเสนอ"
เช่น กรณีมีการสื่อสารว่าระยะฟักตัวของ COVID-19 อยู่ที่ 27 วันนั้น เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่ง เพราะระยะดังกล่าวเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย ส่วนแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ คือ ข้อมูลจากองค์กรที่มีการจัดตั้งเพื่อบ่อนทำลาย ข้อมูลจากบุคคลผู้มีพฤติกรรมอยากมีชื่อเสียง และ ข้อมูลที่เกิดจากการแชร์ต่อ ๆ กันมา ดังนั้น ก่อนนำเสนอข่าวสื่อสามารถติดต่อไปที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้
2.สร้างสรรค์หรือไม่
นพ.รุ่งเรือง กล่าวว่า การนำเสนอเรื่อง COVID-19 ควรนำเสนอเรื่องที่เป็นบวก เรื่องที่สร้างสรรค์ ซึ่งหมายความถึง ที่ไม่สร้างความตระหนกให้กับสังคม โดยเฉพาะเรื่อง COVID-19 ต้องสื่อให้เป็นเรื่องตระหนักไม่ใช่ตระหนกหรือนำเสนอแบบดราม่า
"ตระหนกมันขายดีก็จริง แต่เรื่องนี้ขอความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากสื่อทุกคน ให้เสนอข่าวกันอย่างสร้างสรรค์"
สำคัญคือ "ขอให้หลีกเลี่ยงคำตีตราในทางลบนั้น สร้างตราบาปให้กับผู้ป่วย เพราะจะยิ่งทำให้ผู้ที่มีอาการเสี่ยงไม่กล้าออกมายอมรับมากยิ่งขึ้น ควรเน้นสื่อสารเรื่องผลกระทบของการปกปิดประวัติการเดินทาง มากกว่าการตำหนิติเตียนกัน"
3.สังคมได้ประโยชน์หรือไม่
นพ.รุ่งเรือง เน้นย้ำว่า การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับ COVID-19 ออกไปให้สังคมรับรู้นั้น สื่อต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคม โดยต้องมองว่าสังคมจะได้รับประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ หรือถ้าเป็นประเด็นที่สื่อสารออกไปแล้วจะเกิดโทษ ก็ควรหลีกเลี่ยง
เช่น การสื่อสารจนทำให้ผู้ที่มีอาการไม่สบายเล็กน้อยตื่นตระหนกแล้วแห่กันไปโรงพยาบาลเพราะกลัวติดเชื้อ ซึ่งเกินความจำเป็น ควรสื่อสารให้เฉพาะผู้ที่มีอาการหนักหรืออาการสุ่มเสี่ยงไปโรงพยาบาล ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยทั่วไปให้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
4.ช่วยสังคมหรือสะใจ
ถึงจุดนี้ต้องพิจารณาว่าจุดประสงค์ของการรายงานคืออะไร “ต้องถามตัวเองว่า ใจเราตอนนำเสนอ อยากช่วยสังคม หรือนำเสนอเพื่อเอามัน ไม่ได้จะช่วยสังคมจริง ๆ ขอให้สื่อใช้ใจ ใช้อารมณ์ ในโทนบวก อย่าใช้อารมณ์ในเชิงลบ เพราะนั่นอาจไม่ได้เป็นการช่วยสังคม” โฆษกกระทรวงสาธารณสุขกล่าว
5.บางเรื่องควรรอข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
นพ.รุ่งเรืองบอกว่า การนำเสนอในบางประเด็นสามารถทำได้ แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่อาจจะยังมีข้อมูลไม่ครบ เมื่อสื่อสารออกไปแล้ว สร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม “ตัวอย่างกรณีการนำเสนอข่าว ปิดโรงเรียนย่านดอนเมือง ทำให้คนในละแวกนั้นตระหนก แห่ซื้อหน้ากากอนามัยจนขาดตลาด”
นพ.รุ่งเรือง ยอมรับว่า มีบางประเด็นที่เกิดจากความล่าช้าในการตรวจสอบของกระทรวง ที่ต้องรอผลการทดลองในแล็บ ทำให้เกิดความวิตกกังวล และร้อนใจอยากทราบข้อมูล จนสื่อและสังคมต้องพยายามหาข่าว ซึ่งบางครั้งอาจไม่ถูกต้อง โดยกระทรวงจะปรับปรุงการทำงาน ให้มีการรายงานที่ถูกต้องรวดเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันจะมีการแถลงสถานการณ์ในเวลา 11.00 น. ของทุกวัน หากมีเหตุด่วนหรือเปลี่ยนแปลง ก็จะมีแถลงรอบพิเศษ
ในท้ายที่สุด ถ้าต้องการทราบข่าวสารที่บางครั้งกระทรวงยังไม่ประกาศออกไปนั้น สามารถโทรมาติดต่อสอบถามข้อมูลเบื้องต้นได้ที่กรมควบคุมโรค เพราะมีทีมงานที่คอยดูสถานการณ์แบบ Real Time อยู่ รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เฟซบุ๊กของตน https://www.facebook.com/drrungrueng