แม้กระบวนการแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.ท. ทักษิณ ในหลากหลายข้อหา โดยเฉพาะหมิ่นประมาทกองทัพ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นหลังจาก พันตำรวจโททักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อที่เกาหลีใต้ พาดพิงการรัฐประหาร แต่เรื่องการถอดยศตำรวจนั้น ถูกอธิบายจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า เป็นกระบวนการเดิมที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552
คำถามคือ เหตุใดกระบวนการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ จึงยืดเยื้อยาวนานและหาบทสรุปไม่ได้ วันนี้ "ทีมข่าวพีพีทีวี" จึงสรุปประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมารายงาน
เริ่มจาก พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547มาตรา 28 ระบุว่า การถอดหรือการออกจากยศตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ทำโดยประกาศพระบรมราชโองการ
กฎหมายตำรวจเขียนเอาไว้สั้นๆ เท่านี้เอง ส่วนรายละเอียดนำไปเขียนไว้ใน ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 โดยข้อ 1 เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า การเสนอขอถอดยศตำรวจนั้น ทำได้ทั้งกับผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว
โดยระบุพฤติกรรมที่จะเข้าข่ายถูกถอดยศไว้ 7 ประการ แต่ที่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับ พันตำรวจโททักษิณ มี 2 ข้อ คือ
ข้อ 1 (2) ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
และ ข้อ 1 (6) ผู้ต้องหาในคดีอาญาแล้วหลบหนีไป สำหรับผู้ที่มิอยู่ในราชการหรือหน่วยงานรัฐ
สำหรับกระบวนการถอดยศ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2552 หลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก แต่กระบวนการสะดุดมาตลอด มีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความถึง 2 ครั้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องสถานะของ พ.ต.ท. ทักษิณ โดยเฉพาะการพ้นจากความเป็นตำรวจมานานแล้ว ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจฯ ที่ให้มีผลกับผู้ที่ไม่ได้รับราชการตำรวจแล้ว จึงขัดต่อหลักการ แต่ภายหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติฯ ไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย
นอกจากนั้น กระบวนการถอดยศยังยุติเป็นห้วงๆ ตามสถานการณ์การเมือง จนมีการนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีอุ้มฆ่าสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ กรณีของ พลตำรวจโทชลอ ใช้เวลา 1 ปี 25 วัน แต่ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ผ่านมาแล้ว 6 ปีแต่ยังไม่ได้ข้อยุติ
จึงน่าติดตามว่ากระบวนการที่ดำเนินการล่าสุด จะนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายได้หรือไม่?