กระทรวงมหาดไทยอิตาลีเปิดเผยว่า นับแต่มีการ ล็อกดาวน์ ในอิตาลีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อชะลอการแพร่ระบาดของ โควิด-19 อัตราการเกิดอาชญากรรมในอิตาลีลดลงถึง 66.6% ในเดือนมีนาคม
อัปเดตข่าว โควิด-19 (COVID-19) ล่าสุด 30 เม.ย. 63
อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยเตือนว่า การผ่อนคลาย มาตรการล็อกดาวน์ ในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ อาจเป็นการสร้างโอกาสให้มีผู้กลับมาก่ออาชญากรรมอีก
ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า เดือนมีนาคม 2563 มีอัตราการก่ออาชญากรรม 68,069 รายทั่วประเทศ เทียบกับ 203,723 ครั้งในเดือนมีนาคม 2562
ส่วนอัตราการเกิดความรุนแรงในครอบครัวลดลง 37.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยกว่าอัตราอาชญากรรมโดยรวม ขณะที่การปล้นร้านขายยา ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้เปิดอยู่ ลดลงไป 28.2%
ในทางตรงกันข้าม รายงานของการให้กู้ยืมเงินนอกระบบผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น 9.1% ตอกย้ำความกังวลทางด้านเศรษฐกิจว่า ภาคธุรกิจและครัวเรือนในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ต้องดิ้นรนและหันไปพึ่งพาเครือข่ายทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
อัยการรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศรอยเตอร์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ขณะนี้มีกลุ่มมาเฟียในอิตาลีได้รับผลประโยชน์จากการระบาดของโรคโควิด-19 โดยอาศัยสถานการณ์นี้ ซื้อความนิยมจากครอบครัวยากจนที่ประสบปัญหาทางการเงินด้วยการปล่อยเงินกู้
กระทรวงมหาดไทยแถลงเตือนว่า มาเฟียเหล่านี้จะมองหาช่องทางในการเข้าถึงกองทุนทางการเงิน ที่รัฐบาลและสหภาพยุโรปจะตั้งขึ้นเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะถดถอยเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
“นั่นอาจนำไปสู่การทุจริต และความสัมพันธ์ที่ผิดกฎหมายระหว่างผู้ประกอบการเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรอาชญากรรม” กระทรวงมหาดไทยระบุเพิ่มเติม และบอกว่า ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตรวจสอบเพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มมาเฟีย
โดยจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ “ภาคการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ ภาคการท่องเที่ยว โรงแรม การจัดเลี้ยง และภาคธุรกิจการค้าปลีกของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดการทุจริตได้ง่าย”
กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา อิตาลีได้ประกาศใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุด เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของ โควิด-19 มีคำสั่งปิดโรงเรียน และภาคธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงห้ามประชาชนออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น
อิตาลีมีผู้เสียชีวิตเกือบ 27,700 คน นับว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา
เรียบเรียงจาก Rueters