นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. เปิดเผยถึง การปรับสู่ชีวิตวิถีใหม่ ทางศบค.ได้จัดทำแอปพลิเคชัน ไทยชนะ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 โดยให้กิจการที่ได้รับการผ่อนปรนลงทะเบียนรับคิวอาร์โคด และประชาชนสแกนเช็กอิน-เช็กเอาท์เข้าออกร้าน หรือสถานบริการ กิจการ ผ่านแอปพลิเคชัน ไทยชนะ "www.ไทยชนะ.com" ซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นคนตั้งชื่อ และไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว เพราะไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าเบอร์โทร สำหรับแอปพลิเคชั่น ไทยชนะ อาจตอบโจทย์ 70-80% เพราะคนมีมือถือประมาณ 70-80% ของประชากร
ด้าน นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ร้านต่างๆ สามารถลงทะเบียนเพื่อรับคิวอาร์โคด ส่วนประชาชนมีหน้าที่เช็กอินและเช็กเอาท์ตามปกติ แต่ที่ต่างจากปกติคือ 1.ประชาชนใช้ระบบนี้ทราบปริมาณความหนาแน่นผู้ใช้บริการร้านค้านั้น 2.ติดตามผู้ป่วย จะเห็นว่าบางทีมีผู้ป่วย 1 คน แต่ต้องติดตาม 2-3 พันคน ความยุ่งยากจะหมดไป กรมควบคุมโรค จะใช้ระบบนี้ติดตามผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยเข้ามาตรวจได้ โดยระบบจะมีการแจ้งเตือนย้อนกลับไปยังเบอร์โทรศัพท์ที่มีการลงทะเบียน ถ้าได้ข้อความจากระบบไปตรวจเชื้อฟรี
เป็นที่จับตามอง สำหรับการประชุม ศบค. ในวันนี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการชุม ซึ่งในที่ประชุม เตรียมพิจารณาผ่อนปรนมาตรการล๊อกดาวน์ ให้กับกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย
-ร้านอาหาร-เครื่องดื่มในอาคาร, ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้าปลีก-ตลาดขนาดใหญ่
-คลินิกเวชกรรม, นวดแผนไทย เฉพาะฝ่าเท้า-อบสมุทรไพร, โรงยิม-ฟิตเนสเฉพาะในส่วนกิจกรรมเฉพาะบุคคล, สระว่ายน้ำ จำกัดจำนวนคน และเว้นระยะ,
-ศูนย์ประชุม, ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์
นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการเสนอปลดล็อก การถ่ายทำ ละคร ภาพยนตร์ หรือรายการต่าง ๆรวมทั้ง ร้านทำผมอาจพิจารณาให้เพิ่มบริการอื่น ๆ ได้นอกจาก ตัด สระ ไดร์ แต่ทั้งนี้คาดว่าจะยังไม่มีการพิจารณาในส่วนของโรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง สวนสนุก สวนน้ำ
ทางด้าน พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เผยผลการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 โดยมีการหารือเรื่องเตรียมขยายเวลาเคอร์ฟิว โดยมีแนวโน้มจะขยับเลื่อนเวลา ช่วงเริ่มของการเคอร์ฟิวออกไป 1 ชม. เป็น 23.00 น. แต่คงเวลาสิ้นสุด ของเคอร์ฟิวอยู่ที่ 04.00 น.เหมือนเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจของประชาชน แต่ต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา