เป็นความเห็นของ รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ กุมารแพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ แพทย์ผู้รักษาเด็กชายวัย 2 ขวบ ภายหลังการเสวนาในหัวข้อ "ระบบดูแลหญิงท้องไม่พร้อม คือการป้องกันอาชญากรรมเด็ก" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน วันนี้ โดยมีหลายหน่วยงานด้านเด็ก เยาวชน และเครือข่ายสนับสนุนผู้หญิงท้องไม่พร้อมมาร่วมกันถกปัญหา
รศ.พญ.วนิดา ระบุว่า เมื่อทีมแพทย์สงสัยว่าอาการป่วยมาจากการกระทำของคนในครอบครัว ก็ต้องเข้าแทรกแซงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยนักสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ พยาบาล จิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่นิติเวช และตำรวจ โดยมีเจ้าหน้าที่ พม.เป็นตัวประสานงาน จนพาเด็กเข้าไปอยู่ในความดูแลของ พม.ได้สำเร็จ
นอกจากเด็กชายวัย 2 ขวบ ยังมีอีกหลายกรณีที่เด็กถูกกระทำรุนแรงโดยคนในครอบครัว ส่วนใหญ่ไม่แจ้งความดำเนินเหมือนในกรณีนี้ เพราะเน้นให้ครอบครัวกลับมาเข้มแข็ง หากพบเห็นการกระทำความรุนแรงต่อเด็ก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านสายด่วน พม. 1300
ด้านนางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก มองว่า สังคมไม่ควรมุ่งเป้าไปที่แม่ปุ๊กอย่างเดียว แต่ควรมองการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ที่ต้นตอมาจากปัญหาท้องไม่พร้อม ที่มีทั้งกลุ่มที่รับมือได้ โดยเลือกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือมอบลูกผ่านกระบวนการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ขณะที่บางกลุ่มรับมือไม่ได้ ก็จะยกลูกให้คนอื่นผ่านเฟซบุ๊ก หรือบอกผ่านเพื่อน ซึ่งคนที่มารับไป มีทั้งคนดีและมิจฉาชีพ ที่อาจนำเด็กไปแสวงหาผลประโยชน์
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหานี้ นางทิชาเสนอว่า ต้องปรับเปลี่ยนค่านิยม คนในสังคม ต้องไม่โทษที่หญิงท้องไม่พร้อมเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองว่าผู้ชายควรมีส่วนช่วยรับผิดชอบด้วย โดยโรงเรียนต้องให้การศึกษาเรื่อง Safe Sex หรือ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับปลูกฝังเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพื่อเปลี่ยนค่านิยม และช่วยให้เด็กไม่ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิด