เป้าหมายค้างคาวบนถ้ำสะดอ ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ที่นักวิชาการกลุ่มนี้ต้องการจับตัวคือ “ค้างคาวบัว” เพราะจากการสำรวจของนักวิชาการ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พบการเพิ่มจำนวน”ค้างคาวบัว” จากปีก่อน โดยถ้ำสะดอ เป็นแหล่งอาศัยของค้างคาวสองชนิดคือค้างคาวบัว และค้างคาวหน้ายักษ์
ข้อมูลทางวิชาการระบุว่าค้างคาว เป็นแหล่งรวมไวรัสจำนวนมาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ และสัตวแพทย์ ต้องอยู่ในชุดป้องกันอย่างดีขณะทำงานเสี่ยงนี้ แต่ด้วยนิสัยดุร้ายตามธรรมชาติสัตว์ป่า ทำให้บางคนตกเป็นเหยื่อคมเขี้ยวของเจ้าค้างคาว ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายมาก ผู้กัดต้องปฐมพยาบาลล้างแผลให้สะอาด และต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
การค้นพบไวรัสในตัวค้างคาว นักวิทยาศาสตร์พบแล้วกว่า 60 สายพันธุ์ ซึ่งกลุ่มนี้มีการกระโดดพัฒนาพันธุกรรมมาอาศัยในคนได้จนเป็นโรคอุบัติใหม่
นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ชำนาญการ ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดเผยว่า งานวิจัยที่กรมอุทยานแห่งชาติทำร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ นักวิชาการจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อค้นหาไวรัส ที่ยังค้นหาไม่พบในตัวค้างคาว และหาคำตอบว่าเหตุใดค้างคาว จึงมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทั้งที่สัตว์ชนิดนี้เป็นแหล่งรวมไวรัส
การลงพื้นที่ทำงานของนักวิทยาศาสตร์ และสัตวแพทย์ ไม่ใช่แค่การเก็บตัวอย่างค้างคาวเพื่อหาเชื้อไวรัส หน้าที่ภาคกลางวันก่อนจับค้างคาว พวกเขาเข้าหาชุมชนที่เป็นเกษตรกร ที่มีสวนผลไม้แหล่งหากินหลักของค้างคาว เตือนเรื่องการสัมผัสค้างคาว การกิน การจับ
อาจารย์สุภาภรณ์ วัชรพฤกษาดี รองหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ค้นพบเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ระบุว่า ยังมีไวรัสอีกหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่ถูกค้นพบในตัวค้างคาว
ในคืนนี้กลุ่มนักวิจัย ยังคงอยู่ในพื้นที่ เพื่อดักจับค้างคาวอีก 100 ตัว เพื่อค้นหาไวรัส ที่อาจเป็นโรคอุบัติใหม่ต่อไป โดยทีมงานจะทำภารกิจนีัตั้งแต่ 17.00-02.00 น.เพราะต้องเร่งทำงานให้เสร็จในคืนเดียว เพื่อปล่อยค้างคาวหลังการตรวจเสร็จสิ้น เพื่อไม่ให้เหล่าเจ้าค้างคาวเป็นอัตรายถึงชีวิต