รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ เฟสบุ๊ก Thira Woratanarat เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ถึงการออกนโยบายการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด 19 ว่า
“ ตอนนี้ไทยเราตรวจคัดกรองไปกว่าห้าแสนคน อัตราตรวจพบตอนนี้เฉลี่ย 0.1% ในกลุ่มที่สุ่มตรวจ จะเห็นได้ว่า ท่านนายกฯ(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ตัดสินใจถูกต้องที่ดำเนินการมาตรการเข้มข้นตอนมีนาคมตามที่โรงเรียนแพทย์เสนอ เพราะในขณะนั้นความชุกพุ่งไปถึง 3%”
“ผมจำได้แม่นว่าวันที่ 19 มีนาคม หลังนำเสนอสถานการณ์และมาตรการที่รัฐควรพิจารณาดำเนินการจบ มีตัวแทนหน่วยงานรัฐยังพยายามเถียงว่าเอาอยู่ มาตรการเดิมดีแล้ว จนผมนั่งอยู่ท้ายโต๊ะ ฟังแล้วส่ายหัวตลอดการพูดของเค้า และเดาเอาว่าท่านนายกคงเห็นอาการของผม จนตอนจบประชุม ผมยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ท่านเดินมาตีพุงผมพร้อมกระเซ้าว่า "อย่าโกรธกันนะ"
การตัดสินใจตั้งศบค.และดำเนินการมาตรการเข้มข้นดังที่ได้นำเสนอไป จึงเป็นสาเหตุหลักควบคู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจและความพร้อมเพรียงของประชาชนไทย ที่อธิบายความสำเร็จในการจัดการโรคระบาดระลอกแรกของเรา โดยปราศจากอำนาจการเมืองมายุ่งเกี่ยว”
“ตอนนี้ที่ไทยต้องระวังคือ วิกฤติจะกลับมา หากปล่อยให้วงเดิมมาคุมเรื่องนโยบายจัดการนักท่องเที่ยวต่างชาติ”
ไม่ควรไว้ใจ ไม่ควรวางใจ
จะสู้ศึกจนชนะได้นี้ ต้องตัดภาวะคุกคามที่เคยทำให้วิกฤติออกไปครับ
ดีไม่ดี แม้ตอนนี้จะยังวุ่นวาย และอาจผิดหลักการศึก แต่การเปลี่ยนม้ากลางศึกอาจเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ถ้าผมเป็นคนตัดสินใจ ผมจะทำดังที่กล่าวมาอย่างไม่ลังเล เพราะเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประชาชนไทยทุกคน”
อัปเดตข่าว สถานการณ์ โควิด-19 ทั่วโลก ล่าสุด 15 มิ.ย. 63
อัปเดตข่าวสถานการณ์ โควิด-19 (COVID-19) ล่าสุด 15 มิ.ย. 63
รศ.นพ.ธีระ และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์ในประเด็นเดียวกันผ่านฟซบุ๊ก เมื่อค่ำวันที่ 14 มิถุนายน ด้วยว่า
“ช่วงนี้ได้ข่าวจากประเทศจีน เรื่องการกลับมาระบาดในปักกิ่ง ฟังข่าวแล้วเป็นห่วง
มีติดเชื้อแบบมีอาการหลายสิบคน และอีกหลายสิบคนยังไม่มีอาการ ประวัติมาจากตลาดสด
เอาใจช่วยทางการจีนให้จัดการควบคุมโรคได้โดยเร็ว และปลอดภัยทุกคน
วันนี้ (14 มิถุนายน ) ไทยเรามีรายงานติดเชื้อรายใหม่ 1 คน เป็นน้องนักศึกษากลับจากอเมริกา ขอให้หายไวไวและปลอดภัยครับ
จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเช้าไปซื้ออาหารเช้าที่ร้านขายข้าวหมูแดง ซาลาเปา ติ่มซำเจ้าดัง มีเจล มีตำแหน่งระบุให้ยืน แต่ไม่มีการตรวจคัดกรองไข้ ยังดีที่กระจกตรงประตูทางเข้ามีป้ายคิวอาร์โค้ดให้สแกนไทยชนะเห็นสะดุดตา เลยเช็คอินเช็คเอ้าท์ได้
ไปร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง มีเจล แต่ก็ไม่มีการคัดกรองไข้ ในขณะที่กวาดตาหาคิวอาร์โค้ด หาไม่เจอ ดูไปดูมา เห็นป้ายเล็กๆ วางไว้ตรงพื้นข้างประตู หลบมุมไว้ ประเมินแล้วคงยากที่จะมีคนสแกน
ไปร้านกาแฟชื่อดังราคาย่อมเยาในละแวกเดียวกัน (เพราะทุกร้านอยู่ในปั๊มน้ำมันเดียวกันหมด) มีจุดยืนระบุไว้ตรงพื้น ห่างกันครึ่งเมตร มีเจล แต่ป้ายคิวอาร์โค้ดก็สังเกตลำบาก และที่เหมือนกันกับอีกสองร้านแรกคือ ไม่มีคัดกรองไข้
จากที่พบเห็นมาในช่วงนี้ การ์ดของธุรกิจห้างร้านค่อนข้างหย่อนไปมากทีเดียว
ทำให้นึกถึงสักสองสัปดาห์ก่อน ได้มีโอกาสนั่งคุยกับหนึ่งในคีย์แมนของงานภาคสนาม มีสาระสำคัญว่า ในความเป็นจริง เค้ายอมรับว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ทำการเช็คอินเช็คเอ้าท์ และมีกิจการจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทำตามมาตรการที่รัฐกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสิ่งแวดล้อม หรือการคัดกรองไข้ รวมถึงการบันทึกรายชื่อและเบอร์ติดต่อของคนมารับบริการ
ดังนั้นเวลาเกิดจับพลัดจับผลูมีเหตุการณ์ติดเชื้อขึ้นมา การจะไปตามตัวคนให้ครบทุกคนจริงๆ นั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย หากเป็นเช่นที่กล่าวมา
เคยย้ำไปหลายครั้งหลายหนผ่านสื่อสาธารณะว่า ยังไม่เห็นประเทศไหนเลยที่ปลดล็อคแล้วไม่มีโรคระบาดกลับมา ทำให้เชื่อว่า มาแน่ แต่จะมาช้ามาเร็ว มาน้อยหรือมามาก ก็เท่านั้น
ตัวตัดสินคือ การปฏิบัติตัวของประชาชนทุกคน และกิจการห้างร้านต่างๆ
ถ้าเราเคร่งครัด มีวินัย ความปลอดภัยก็จะมาก เคสใหม่ก็จะน้อย ดังที่เราเห็นในไต้หวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ทำได้ดีมากในเรื่องการควบคุมป้องกันโรคอย่างพร้อมเพรียง
ปลดล็อคระยะที่ 4 เริ่มพรุ่งนี้(15 มิถุนายน) แล้ว โอกาสระบาดซ้ำก็มีมากกว่าเดิม
แต่ยิ่งกว่านั้น ที่น่าเป็นห่วงคือ กระแสกดดันให้รีบเอานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา จะอ้างชื่อโมเดลเก๋ๆ บับบ้งบับเบิ้ลอะไรก็ตามแต่
แถมออกข่าวกันแบบโยนหินถามทางกันเสร็จสรรพว่า เจรจากันไปกับหลายประเทศแล้วที่คุมได้ดี สร้างความหวังและกิเลสในการจะเอาเงินจากการท่องเที่ยวได้อีกโข
ใครฟังแต่ข่าวดังกล่าว แต่ไม่ติดตามสถานการณ์ ก็จะหลงเชื่อโดยง่าย
แต่อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า ขนาดประเทศที่เคยคุมโรคได้แล้วอย่างจีน ยังกลับมาระบาดซ้ำ นับประสาอะไรกับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยเราด้วย
ดังนั้นหากมุ่งแต่จะเอาเงินเข้าประเทศจากการทำท่องเที่ยวต่างชาติอย่างที่กำลังจะผลักดันกันสุดลิ่มทิ่มประตู ก็โปรดระลึกถึงความเสี่ยงให้ดี
หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ศบค. และหน่วยงานความมั่นคง จะระมัดระวัง
อย่าไว้ใจอิทธิพลการเมือง ที่ทำให้เราเคยประสบเหตุการณ์แบบในช่วงแรกของโรคระบาดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นโยบายเกี่ยวกับสุขภาพ ท่องเที่ยว และเดินทางนั้นไม่ควรมอบให้นักการเมืองมามีอิทธิพลในช่วงวิกฤติโรคระบาดเช่นนี้ครับ
เอาใจช่วยทุกคน
ประเทศไทยต้องทำได้...
สู้ๆ ครับ...”
0 ราย ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่
ก.ท่องเที่ยว อัด 3 แพ็กเกจ 2 หมื่นล้าน กระตุ้นเที่ยวไทย เสนอครม.สัปดาห์นี้