จากกรณี “คดีโฉนดถุงกล้วยแขก” ที่ศาลมีคำพิพากษาให้ ที่ที่ดินส่วนหนึ่งของวัดสวนแก้ว ที่พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ตกเป็นของเจ้าของที่ดินเดิมตามคำพิพากษาของศาล หลังจากผู้ที่ขายให้แก่วัด ด้วยสิทธิครอบครองปรปักษ์ มีเรื่องฟ้องร้องกับเจ้าของที่ดินตัวจริง นำไปสู่การยอมความกันเพิกถอนสิทธิครอบครองปรปักษ์ ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างวัดกับ “นางวันทนา” ผู้ขายให้แก่วัด
พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตสภา เผยว่าตามกฎหมายยังพอมีช่องทางที่วัดจะได้เงินคืน 10 ล้านบาท ค่าที่ดินคืน ก่อนที่จะคืนที่ดินให้กับเจ้าของที่
พ.ต.สมบัติ ระบุว่า หากดูตามรูปคดีเรื่องนี้ก็น่าแปลกว่าคนที่นำที่ดินมาขายให้กับวัดที่ร้องศาลครอบครองที่ดินโดยปรปักษ์แล้ว แต่กลับไปยอมความกับเจ้าของที่ดินเดิมโดยง่าย ซึ่งคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้คือนางวันทนา เพราะเท่ากับนำของที่ไม่สมบูรณ์มาขายให้กับพระ แต่ในกรณีของพระพยอมซึ่งเข้าครอบครองที่ดินโดยสุจริต แม้ศาลจะตัดสินให้เจ้าของที่ดินเป็นฝ่ายชนะ และการต่อสู้เอาที่ดินคืนมาอาจทำได้ยากแล้ว
“แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 ระบุว่า ”บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา” นั่นหมายถึงว่าหากเจ้าของจะเอาที่ดินคืนจากพระพยอมอาจต้องนำเงิน 10 ล้านบาทมาชำระคืนพระพยอมก่อน
ส่วนกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าวัดจะฟ้องร้องเอาผิดกับกรมที่ดินได้หรือไม่ เพราะก่อนจะทำสัญญาซื้อขาย วัดได้ไปตรวจสอบกับกรมที่ดินแล้วซึ่งกรมที่ดินก็ยืนยันว่าโฉนดถูกต้อง กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฏหมายเนติบัณฑิตสภา ระบุว่าการฟ้องร้องกรมที่ดินอาจทำได้ยาก เพราะกรมที่ดินก็อาจจะอ้างว่าทำตามคำสั่งศาลทั้งการออกโฉนดและการเพิกถอนโฉนด แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีแบบนี้เท่ากับว่า โฉนดที่อยู่ที่สำนักงานที่ดินอาจจะไม่ใช่หลักประกันว่าการซื้อขายจะไม่ถูกเพิกถอนหรือไม่ ดังนั้นหน่วยงานของรัฐอย่างกรมที่ดินก็ควรต้องออกมาช่วยเยียวยาและปกป้องผลประโยชน์ให้กับประชาชน
รองหัวหน้าปชป. แฉ ค่าน้ำมันบิ๊กการบินไทย เดือนละ 75,000 บาท