วันที่ 21 มิ.ย. 2563 นายรัชฎ์ ศิริ นางช่างศิลปกรรมชำนาญงาน และนายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ เป็นตัวแทนสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เดินทางเข้าพบกับพระครูสุธรรมโคตร เจ้าอาวาสวัดแจ้ง ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
โดยสาเหตุการเข้าพบเจ้าอาวาสในวันนี้ เกิดขึ้นหลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ตา ตีบ โพสต์ภาพการบูรณะโบถส์ที่วัดแห่งนี้ โดยมีสาระสำคัญว่าอาจเข้าข่ายลดทอนคุณค่าของโบราณสถาน เนื่องจากมีอายุเก่าแก่ถึง 205 ปี และยังเป็นที่ตั้งของพระประธานควรค่ากับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกของแผ่นดิน แต่ทางวัดแจ้งและเจ้าอาวาสกลับใช้สีชมพูทาทับจนสภาพเป็นแบบที่เห็น และไม่เหลือลักษณะภายนอกที่จะบ่งชี้ว่า เป็นวัตถุโบราณเก่าแก่ทรงคุณค่า จนเกิดเสียงวิพากวิจารณ์ในวงกว้าง ถึงการปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
หลังเข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสเสร็จเจ้าหน้าที่จากสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เข้าตรวจสอบสภาพโบสถ์ทั้งภายในและภายนอกโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่10 เปิดเผยว่า แม้โบสถ์หลังนี้ จะบังไม่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบสถานตามกฎหมาย แต่สภาพบ่งบอกได้ชัดเจนและเข้าข่ายเป็นโบราณสถานตามที่กฎหมายกำหนด
โดยหลังจากนี้จะวางแนวทางบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนของทุกฝ่ายในการบูรณะซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่เข้าข่ายเป็นโบราณสถาน ส่วนการเอาผิดตามกฎหมาย คงจะไม่มีการดำเนินคดีกับ เนื่องจากไม่เข้ายข่ายความผิดตามกฎหมาย และทุกฝ่ายก็หวังดีในการลงมือซ่อมแซมบูรณะโบสถ์แห่งนี้
ด้าน พระครูสุธรรมโคตร เจ้าอาวาสวัดแจ้ง เจ้าอาวาสวัดแจ้ง ยอมรับว่า หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ก็มีความไม่สบายใจเกิดขึ้น แต่ยืนยันว่า ที่ผ่านมามีเจตนาดีในการบูรณะซ่อมแซมโบสถ์เพราะสภาพภายในทรุดโทรมและมีราขึ้นตามผนัง จึงของบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนา ได้มา 208,000 บาท และได้หารือกับทั้งผู้ใหญ่บ้านและสำนักงานพระพุทธศาสนาว่า จะทาสีอะไร โดยคำตอบที่ได้รับคือ หลวงพ่อทาสีอะไรก็ได้ จึงเป็นที่มาของสีชมพู โดยที่ไม่ได้มีใครหรือหน่วยงานใดคัดค้าน ซึ่งหลังเกิดข้อท้วงติง ก็ยินดีที่จะทำให้โบสถ์กลับสู่สภาพ แต่คงจำเป็นต้องความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือวางแนวทาง ซึ่งเบื้องต้นยืนยันว่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆของโบสถ์