เมื่อเกิดปัญหาการล่วงละเมิด เด็กส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะบอกกับพ่อแม่ เพราะผู้กระทำมีอำนาจในการข่มขู่เด็ก สิ่งที่พ่อแม่สามารถทำได้คือสอนให้ลูกรู้จักการป้องกันตัวเอง สอนให้เด็กรู้จักความสำคัญของสรีระร่างกาย ไม่ให้ใครมาแตะต้องตัวได้ง่ายๆ
ทีมข่าวพีพีทีวีพูดคุยประเด็นนี้กับแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองเด็ก โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้ข้อมูลว่าผู้ปกครองควรทำให้เรื่องนี้ สามารถคุยกับลูกได้ โดยการให้เด็กแสดงความเห็นและบ่งบอกว่าเราเต็มใจรับฟังเรื่องนี้ จะทำให้เด็กรู้สึกไว้ใจและกล้าคุยกับครอบครัวหากมีการล่วงละเมิดทางเพศขึ้น
ขณะเดียวกัน ให้ใช้หลัก No Go Tell ซึ่งนำมาจากต่างประเทศ มาปรับใช้ในการสอนลูก ป้องกันไม่ให้เกิดการถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะ ณ อวัยวะที่ไม่ควรให้คนอื่นจับ อย่าง หน้าอก หรือ อวัยวะเพศ
ตัวอย่างเช่น หากเด็กถูกแตะเนื้อต้องตัวในบริเวณที่ไม่ควรจับ ให้เด็กปฏิเสธด้วยน้ำเสียงจริงจังทันทีว่า “ไม่” หรือ “NO” จากนั้นให้หลีกหนีโดยพาตัวเองออกจากสถานการณ์นั้นทันที โดยให้เด็กจดจำคำว่า “GO” และขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยเหลือโดยเร็ว หรือ “TELL”
เมื่อมองไกลไปถึงการเรียนการสอน แพทย์หญิงวนิดา มองว่า โรงเรียนควรสอดแทรกเรื่องนี้เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนให้เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล อาจทำในรูปแบบเกมที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนานและเกิดความเข้าใจได้ง่าย ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เกิดการเรียนการสอนอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กรู้ว่าการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นอย่างไรและสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างไร
แพทย์หญิงวนิดา เผยว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา คุณหมอต้องดูแลเด็กในกรณีนี้มาแล้วกว่า 1000 คน ปีหนึ่ง มีเด็กที่ประสบปัญหาถูกล่วงละเมิดมาหาคุณหมอ โดยเฉลี่ย ปีละมากถึง 80 คน
ขณะที่หลายหน่วยงานมีสถิติเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงและล่วงละเมิดทางเพศที่ยังไม่ตรงกัน แต่ก็จำนวนไม่น้อย อย่างข้อมูลจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยข้อมูลเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรง สถิติตั้งแต่ปี 2559-2561 พบว่าเด็กที่ถูกทารุณกรรมมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 200 คนต่อปี แต่ความเป็นจริงมีเด็กที่ถูกทารุณกรรมมากกว่านั้นมาก