เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2563 ความคืบหน้าแผนการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 ที่มีกรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งพบว่ามีข้อเสนอโครงการ แผนงานมากมากกว่า 46,429 โครงการ เป็นจำนวนเงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท
โดยล่าสุด นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยว่า ได้พิจารณาโครงการในรอบแรกแล้ว มีการอนุมัติในระยะที่ 1 จำนวน 3 แผนงาน 213 โครงการ วงเงิน 101,482 ล้านบาท ซึ่งจะมีโครงการหลักที่ดำเนินการในเดือนกรกฏาคม เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ โคกหนองนาโมเดล สร้างการจ้างงาน 9,000 ตำแหน่ง, จ้างงานนักศึกษาเก็บข้อมูลหมู่บ้าน 14,000 ตำแหน่ง, โครงการจ้างงานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 15,000 ตำแหน่ง และจ้างคนปลูกป่า สร้างแนวกันไฟ 40,000 ตำแหน่ง เป็นต้น
ทั้งนี้เบื้องต้นทาง สศช.จะทำการเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ และจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 8 กรกฎาคม เพื่อให้โครงการเริ่มดำเนินการได้ในทันที ในระยะที่ 1 ยังมีอีก 2 แผนงานที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่ แผนการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนในอนาคต เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการศูนย์ข้าวชุมชน วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และแผนงานกระตุ้นการท่องเที่ยวอีก 2 หมื่นล้านบาท สำหรับผลที่ประชาชนจะได้รับ คือ สร้างการจ้างงานได้ 4 แสนตำแหน่ง และเกิดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท
ด้านนายวีระพงษ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ สสว. ชี้แจงถึงประเด็นที่ สสว. เสนอโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เป็นจำนวนเงิน 1.5 แสนล้าน ว่าเป็นกรอบการใช้งบประมาณรอบแรก ที่ สสว. ส่งโครงการให้สภาพัฒน์พิจารณา แต่ล่าสุดได้ถูกส่งกลับมาให้ทบทวนกรอบการใช้เงินใหม่อีกครั้ง คาดจะต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท แต่จะปรับเหลือที่เท่าไหร่นั้น จะมีการแถลงความชัดเจนและรายละเอียดในวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนนี้
เบื้องต้นรายละเอียดในการนำเงินกู้ก้อนนี้ไปใช้ในการฟื้นฟูเอสเอ็มอี แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.กลุ่มที่ไม่อยู่ในสถาบันการเงิน จึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ราว 850,000 ราย และ 2.กลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ซึ่งในเบื้องต้นข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2563 มีเอสเอ็มอีมีหนี้เสียราว 300,000 ล้านบาท ซึ่งจากสถานกาณ์โควิดที่เกิดขึ้น ก็เป็นปัจจัยกดดัน ที่ทำให้เอสเอ็มอีที่จะเป็น NPL เพิ่มขึ้นอีก