บนหลังช้างตัวใหญ่ หลายสิบเชือก ที่ปางช้างแม่สา วันนี้ไม่มีแหย่ง ไม่มีนักท่องเที่ยวมานั่ง บางเชือกไม่มีแม้แต่โซ่ ตรวนที่ล่ามไว้ เช่นเดียวกับเก้าอี้ นับพันตัว ในลาน แสดงที่เคยแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ซึ่งเฝ้ารอดูช้างแสดงความสามารถ ทั้งวาดภาพ เตะบอล และลากไม้วันนี้มีแต่ความว่างเปล่า
นี่ไม่ใช่เพียงเพราะผลกระทบจากโรคระบาด ที่ตัดขาดการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางกลุ่ม หรือ เพราะการระมัดระวังการจับจ่ายใช้เงินของนักท่องเที่ยวชาวไทยเพราะพิษเศรษฐกิจเท่านั้น แต่นี่ คือความตั้งใจที่จะปรับแนวคิดธุรกิจในรูปแบบใหม่ของปางช้างแม่สา ที่เปิดมานานกว่า 44 ปี เพราะความนิยมของนักท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
อัญชลี กัลมาพิจิตร เจ้าของปางช้างแม่สา เธอประกาศ ว่า ต่อจากนี้ ที่นี้จะไม่มีการขี่ช้าง หรือการแสดงความสามารถของข้าง อย่างเคย แม้นั่นจะทำให้รายได้มหาศาลหายวับไปกับตา
แม้ วันนี้เจ้าของกิจการปางช้างแม่สา จะต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่ารู้สึกกลัวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เธอก็เชื่อว่าจะนำมาสู่ความยั่งยืน และในฐานะคนที่หากินกับช้างมานานก็ต้องรับผิดชอบ
วันนี้ข้าง ทุกเชือกที่นี่ค่อยๆปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลง แม้จะมีบางเชือกที่ยังปลดโซ่ไม่ได้ และบางเชือกยังต้องถูกควบคุม แต่ มีหลายเชือกที่เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมๆกับควาน เพื่อพร้อมรับกับวิถีใหม่หลังจากนี้
ควานผู้ดูแลช้างบอกว่า ส่วนหนึ่งนั้นช้างมีความสุขดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือสุขภาพ เพราะเมื่อไม่ทำงาน ช้างตะอ้วนและนำมาสู่โรคภัย
ทุกวันนี้ ที่ปางช้างแม่สา เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี และมีรายได้ จากการจำหน่ายตะกร้าอาหารช้าง ให้นักท่องเที่ยว เพื่อนำไปป้อนให้กับช้าง เพราะมีช้างคัวน้อยใหญ่ สร้างสีสันและรอยยิ้มให้ผู้มาเยือนได้เสมอ
แม้ว่า หากนับเป็นตัวเลข หรือเม็ดเงิน ต่อวันแล้วอาจไม่สามารถเทียบหรือทดแทนรายได้จากการจัดแสดงช้าง ในแบบบเดิม แต่ นี่ คือความเปลี่ยนแปลงที่ทั้งเจ้าของกิจการ และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเกี่ยวกับช้างเฝ้าจับตา เพราะหากที่นี่ทำได้สำเร็จ และอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในที่อื่นๆด้วย