ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 อันรุนแรงในสหรัฐอเมริกา ดร.แอนโทนี เฟาซี (Anthony Fauci) ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIAID) ได้รับความไว้วางใจจากชาวอเมริกันหลายล้านคน โดยเฉพาะความคิดเห็นที่ตรงไปตรงมาของเขาเกี่ยวกับการระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงการให้ข้อมูลที่จำเป็นและถูกต้องต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความหวังดีต่ออเมริกันชนของเฟาซีกลับไปขัดหูขัดตาประธานาธิบดีโนนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงทีมงานของเขา เนื่องจากเฟาซีมักออกมาแก้ไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำพูดต่าง ๆ ของทรัมป์ที่ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นเท็จ และปรากฏตัวบนพื้นที่สื่อของสหรัฐฯ เกือบทุกวัน ทำให้ขณะนี้เฟาซีถูกโจมตีอย่างหนักจากผู้ที่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์
นอกจากนี้ เฟาซียังถูกลดบทบาทและอำนาจหน้าที่ในการสู้กับโรคโควิด-19 และทำเนียบขาวยังลบบริบทสำคัญออกจากคำพูดของเฟาซีในเอกสาร ทำให้เขาดู “โลกสวย” ในเรื่องการระบาดมากกว่าที่เขาเคยพูด ทั้งที่ในความจริงแล้ว ทรัมป์เองก็เคยแสดงความคิดเห็นคล้ายกับเฟาซีหรือมองโลกในแง่ดีกว่าเฟาซีด้วยซ้ำ จนหลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์และทีมงานกำลังพยายาม “บ่อนทำลาย” เฟาซี และรวมถึงสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าทางทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อเฟาซีถูกโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะจากฝั่งทำเนียบขาวและผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ ฮาเวิร์ด บาวชเนอร์ (Howard Bauchner) บรรณาธิการใหญ่ วารสารการแพทย์ชื่อดังระดับโลกอย่าง JAMA เขียนจดหมายเปิดผนึกให้กำลังใจเฟาซีและเตือนสติสังคม ความว่า
“สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนใกล้ชิดถามหาผู้ที่จะช่วยปกป้อง ดร.แอนโทนี เฟาซี
“ความคิดแรกของผมคือโทนีไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผมหรอก เขายอดเยี่ยมในการสื่อสารและเอาตัวรอดในภาวะการเมืองต่าง ๆ แต่ปรากฏว่า ผมคิดผิด
“ข่าวลือ การเสียดสี และการโจมตีจากทำเนียบขาวและคนอื่น ๆ เกี่ยวกับโทนี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดภาระผูกพันเพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของชาวอเมริกัน และที่สุดแล้วจะนำไปสู่การต่อต้านและเป็นอันตราย
“เราได้เรียนรู้แล้วว่า ไวรัสโคโรนาไม่ได้แบ่งคนว่าอยู่รัฐไหน เมน หรืออลาบามา หรืออยู่พรรคไหน รีพับลิกัน หรือเดโมแครต การบ่อยทำลายวิทยาศาสตร์ โจมตีนักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรสาธารณุข จะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อชีวิตของทุกคนในประเทศ
“โทนีอุทิศชีวิตตัวเองมากว่า 40 ปีเพื่อการบริการสาธารณะ เขามีความแน่วแน่ในภาระผูกพันที่จะยกระดับและรักษาสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์และหลักฐานเป็นแนวทางการทำงาน เขามีเพียงเป้าหมายเดียว คือฟื้นฟูสาธารณสุขอเมริกา ให้กลายเป็นสังคมที่เดินไปได้ โรงเรียนเปิดได้ ท่องเที่ยวได้โดยไร้ข้อจำกัด เข้าสังคมได้ ดำเนินธุรกิจกันได้ เขาสมควรได้รับการยกย่องเชิดชูและการสนับสนุนอย่างสูงที่สุดจากพวกเรา
“ดังนั้นถึงทุกคนที่ได้อ่านข้อความนี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน จะอยู่ฝ่ายการเมืองใด โปรดล้างมือ เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเหมาะสม สวมใส่หน้ากากอนามัย และโปรดร่วมกับผม ในการแสดงความเคารพต่อ ดร.แอนโทนี เฟาซี และเพื่อนร่วมงานทั้งหลายใน NIH, CDC และบุคลากรทั่วทั้งประเทศที่เป้นความหวังอันสูงสุดของเราในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้
และถึงทุกคน ขอให้สุขภาพแข็งแรง”
แม้จะมีภาพที่เฟาซีและทรัมป์ทำงานร่วมกันด้วยดีปรากฏออกมาบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้ทั้งสองขุ่นมัวและไม่อาจร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวได้นั้น เนื่องจากแนวทางการรับมือโควิด-19 ที่ต่างกัน โดยทรัมป์พยายามลดความรุนแรงของโรค สร้างความหวังเรื่องยาและวัคซีนให้กับผู้คน และผลักดันให้เปิดประเทศอีกครั้งเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เฟาซีสนับสนุนการป้องกันการระบาดมากกว่า ทั้งหารใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งขัดกับการกระทำบางอย่างของทรัมป์ที่สนับสนุนให้มีการผ่อนการระมัดระวัง เช่น การหาเสียง อีกทั้งเฟาซียังเป็นผู้ที่ท้วงติงทรัมป์ที่นำเสนอการใช้ยาไฮดรอกซีคลโรควินก่อนหน้านี้ เพราะเกรงว่าอาจไม่ปลอดภัย
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังตกต่ำสุดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อทำเนียบขาวส่งคำแถลงการณ์ที่ไม่ได้ลงนามให้กับผู้สื่อข่าว แสดงลิสต์รายการ จำนวนครั้งที่ ดร.เฟาซี “ผิด” ในช่วงต้นวิกฤตโควิด-19
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว ยังคงวิพากษ์วิจารณ์เฟาซี โดยกล่าวว่าเฟาซี “มักให้กำลังใจสาธารณชน แต่เขาพูดผิดเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ผมเคยมีปฏิสัมพันธ์กับเขา”
ซึ่งการที่เฟาซีตั้งข้อสงสัยต่อการใช้ไฮดรอกซีคลอโรวิน ซึ่งนาวาร์โรได้ออกมาโต้แย้งอย่างจริงจังว่ายาดังกล่าวมีประสิทธิภาพรักษาโควิด-19 ได้ดี แม้จะมีหลักฐานที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาดังกล่าวก็ตาม
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา มีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม มากกว่า 3.3 ล้านราย เสียชีวิตมากกว่า 1.3 แสนราย มากที่สุดในโลก
“ทรัมป์” ยอมใส่หน้ากากออกสื่อครั้งแรกตั้งแต่ โควิด-19 ระบาด
ทรัมป์เตือน “ความสัมพันธ์กับจีนเสียหายรุนแรง” ตำหนิจีนไม่หยุดการระบาดของโควิด-19
เรียบเรียงจาก CNN