South China Morning Post สื่อของฮ่องกงเปิดเผยว่า จีนเตรียมตอบโต้สหรัฐฯ กลับด้วยการปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในนครเฉิงตู สหรัฐอเมริกามีสถานกงสุลในจีน 7 แห่งคือในเมืองเฉิงตู กว่างโจว เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหยาง อู่ฮั่น มาเก๊า และฮ่องกง
ขณะที่จีนมีสถานกงสุลในสหรัฐฯ 5 แห่ง และสถานทูตในกรุงวอชิงตันดี.ซี. การเตรียมปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตูครั้งนี้เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ สั่งปิดสถานกงสุลจีนในเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัสภายในวันพรุ่งนี้ หลังจากพบการเผากระดาษจำนวนมากภายในสถานกงสุล ที่คาดว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับความมั่นคง โดยทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อสงสัยนี้ หลังพบควันขโมงใหญ่จากการเผากระดาษ แต่สถานกงสุงจีนไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของสหรัฐฯ เข้าไปดับไฟ ได้แต่ถูกปล่อยให้สังเกตสถานการณ์อยู่ภายนอกอาคาร โดยหลังจากเหตุการณ์นี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่า สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันได้รับคำขู่ฆ่าถึงชีวิต
หากจีนสั่งปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้จริง จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ตึงเครียดขึ้นกว่าเดิม และอาจนำไปสู่การลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต
การปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตูมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมภูมิภาคทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ที่มีทั้งเมืองเสฉวน ยูนนาน ไปจนถึงเขตปกครองตัวเองอย่างทิเบต พื้นที่ความขัดแย้งที่สหรัฐฯ เข้าไปมีบทบาทหลายครั้ง
ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯ หลายคนที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับเข้าจีน โดยจีนให้เหตุผลว่า ต้องการควบคุมการเดินทางเข้ามาของคนต่างชาติเพื่อยับยั้งการระบาดของโควิด-19 และปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า การไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ทูตสหรัฐฯ กลับเข้าจีนในตอนนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล่าสุดหรือไม่
ขณะที่สถานกงสุลจีนในเมืองฮูสตันก็มีความสำคัญเช่นกัน มีรายงานว่า สถานกงสุลจีนในเมืองฮูสตันมักเป็นสถานที่ที่จีนจะส่งนักเรียนไปยังสหรัฐฯ เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคง ในการขยายศักยภาพทางทหารของจีน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ว่า ไร้สาระ
อีกสาเหตุที่สหรัฐฯ จริงจังต่อเหตุการณ์เผากระดาษในสถานกงสุลจีนครั้งนี้คือ ข้อกังวลเกี่ยวกับการสอดแนมข้อมูลและการปฏิบัติการลับของจีนในสหรัฐฯ และการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ที่ช่วงหลังๆ จีนมักถูกกล่าวหาจากหลายประเทศว่า สอดแนมข้อมูลความมั่นคงของประเทศอื่นอย่างผิดกฎหมาย