นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ เปิดเผยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ ป.วิอาญา มาตรา 5(2) ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่สามารถจัดการแทนผู้เสียหายได้ ต้องเป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายหรือตายหรือบาดเจ็บ จนไม่สามารถจะจัดการเองได้ ซึ่งกรณีของดาบตำรวจวิเชียร เมื่อดูมาตรานี้อย่างละเอียดจะพบว่าผู้เสียชีวิต ไม่มีครอบครัว และพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว จะมีแต่พี่ชายที่ไม่อยู่ในบัญญัติตามกฎหมาย ป.วิ อาญา มาตรา 5(2) ซึ่งนายอนันต์ชัย ระบุว่า คดีดังกล่าวอาจใช้คำว่าสิ้นสุดการต่อสู้ก็ได้
ส่วนอัยการที่มีการตั้งกรรมการตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้อง นายอนันต์ไชย ระบุว่าไม่มีผลต่อการที่จะนำคดีกลับมาพิจารณาคำสั่งใหม่ โดยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 147 บัญญัติไว้ว่า เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับบุคคลนั้นในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ซึ่งคดีนี้นายอนันต์ชัย ระบุว่าข้อเท็จจริงไม่มีความสลับซับซ้อน เพราะเป็นคดีอุบัติเหตุ การหาพยานหหลักฐานใหม่ต้องเป็นฝ่ายคู่ความ และฝ่ายคู่ความติดข้อจำกัดเรื่อง ป.วิอาญา มาตรา 5(2) อีก ที่ไม่มีผู้จะจัดการฟ้องเองได้
ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่ทำงานของ นายพรอนันต์ กลั่นประเสริฐ พี่ชายของดาบตำรวจวิเชียร ซึ่งเสียชีวิตในคดีนี้ พบว่า นายพรอนันต์ เกษียณอายุแล้ว เบื้องต้นจากการสอบถาม หัวหน้างานของนายพรอนันต์ ทราบว่า เขาจะสิ้นสุดการทำงานในวันพรุ่งนี้ แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาที่ทำงานแล้ว และมีการนำโทรศัพท์ของออฟฟิศ และของที่เกี่ยวของกับการทำงานบางอย่างมาคืน และเก็บของส่วนตัวออกไปแล้ว เบื้องต้น ทราบว่า นายพรอนันต์ จะกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปรักษาโรคประจำตัว
ความในใจ 'ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม' 1 ใน 7 อัยการ สอบสั่งไม่ฟ้อง 'บอส อยู่วิทยา'