นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ ให้ความเห็นเรื่องการชุมนุมของนักเรียนในโรงเรียนต่างๆขณะนี้ ว่า สามารถทำได้ และ จากการสังเกตพบว่า ยังไม่มีที่ใดเข้าข่ายผิดกฎหมายเนื่องจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงออกภายในโรงเรียน และไม่ได้จัดกิจกรรมพิเศษที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม ซึ่งหากเปิดข้อกฎหมาย จะพบว่า การชุมนุมในโรงเรียน ตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เปิดพื้นที่ให้สามารถชุมนุมได้ เพราะ มีข้อยกเว้นให้ชุมนุมในสถานศึกษาได้
ส่วนการชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว และ การผูกโบว์สีขาว ก็สามารถทำได้ เพราะ ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2560 ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของบุคคลไว้ แต่ก็ต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น
ส่วนสิ่งที่ต้องระวังว่าจะสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย คือ การรวมตัวกันจำนวนมากๆ อาจเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ 2558 รวมถึงต้องระวังหากมีการปราศรัยหรือชักชวนกันชุมนุม เพราะอาจถูกตีความว่าเข้าข่ายยุยงปลุกปั่นและกระด้างกระเดื่อง
นายนิติธร ยังมองว่า ครูอาจารย์ควรเปิดพื้นที่ให้นักเรียนแสดงออกอย่างสร้างสรร แสดงหาจุดกึ่งกลางในการพูดคุยกัน ไม่อยากให้ทั้งครูอาจารย์ใช้ความรุนแรง เพราะ อาจทำให้สถานการณ์บานปลาย
ด้าน ศาสตราจารย์ สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการแสดงออกทางสัญลักษณ์ของนักเรียน มองว่า เด็กต้องการปฏิรูปที่แท้จริง เพราะตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา เด็กมองเห็นสังคมที่เขาอยู่ มี การเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่ไม่เหมาะสมหลายเรื่อง เช่น ระบบพวกพ้อง กระบวนการยุติธรรม ความไม่ชอบธรรมในเรื่องต่างๆ พวกเขากังวลถึงอนาคตของตัวเอง จึงพากันออกมาเรียกร้อง แต่สิ่งที่เด็กกำลังทำเป็นการแสดงสัญลักษณ์ ที่ต่อต้านระบบอำนาจนิยม จึงเกิดปัญหาขึ้น
ศาสตราจารย์ สมพงษ์ ยังตั้งคำถามถึงผู้ใหญ่ ว่า เข้าใจในสิ่งที่เด็กต้องการสื่อหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น สัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว กระดาษสีขาว ปิดหน้า รวมไปถึง ริบบิ้นสีขาว ส่วนตัวไม่อยากให้ตัดสินในสิ่งที่เด็กทำ เพราะยิ่งต่อต้าน จะยิ่งบานปลาย และ กลายเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขได้
ด้าน องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ล่าสุดออกแถลงการณ์ แสดงความกังวลต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนท่ามกลางการชุมนุมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของเด็กและเยาวชน พร้อมร่วมกันปกป้องพวกเขาจากความรุนแรงและการถูกคุกคามทุกรูปแบบ
พร้อมย้ำว่า โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างสร้างสรรค์ และมีการรับรู้รับฟัง