ช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่น ไฟป่าในแคลิฟอร์เนียเปลี่ยนท้องฟ้าเหนือซานฟรานซิสโก โอ๊คแลนด์ และเบิร์กลีย์ ให้เป็นสีแดง-ส้ม จนคล้ายว่าอยู่บนดาวอังคาร รวมถึงมีเถ้าถ่านลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
จัดสัน โจนส์ (Judson Jones) นักอุตุนิยมวิทยาของ CNN กล่าวว่า “เมื่อควันและเถ้าถ่านหนามากเข้า มันสามารถบดบังแสงแดดไปจนหมด ทำให้ดูเหมือนเวลากลางคืน”
ชีนา พาติล (Sneha Patil) ชาวเมืองซานฟรานซิสโกบอกว่า เธอรู้สึกเหมือนอยู่บนดาวดวงอื่น “มันเหนือจริงมาก ... ฉันรู้สึกเหมือนได้ตื่นขึ้นมาบนดาวอังคาร!”
ผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวต่างต้องเปิดไฟเพื่อให้มองเห็นแม้อยู่ในเวลากลางวัน อาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ เลือนหายไปในควันเถ้าถ่าน รวมถึงแลนด์มาร์กชื่อดังอย่างสะพานโกลเดนเกตด้วย
โดยแต่ละวันจะมีลมที่พัดเอาควันจากไฟป่าเข้ามา ซึ่งแม้กำลังลุกไหม้อยู่ห่างออกไปกว่า 320 กิโลเมตร แต่ผู้คนยังสามารถสัมผัสและมองเห็นได้ ปัจจุบันสถานที่อื่น ๆ ในแถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกา เช่น เมืองซาเลม รัฐโอเรกอน ก็กำลังพบกับสถานการณ์และสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกัน
เอริน เดอเมอร์ริตต์ (Erin DeMerritt) โฆษกฝ่ายจัดการคุณภาพอากาศบริเวณอ่าว กล่าวว่า กลุ่มควันปริมาณมหาศาลที่เกิดจากไฟป่าที่โหมกระหน่ำทั่วแคลิฟอร์เนียได้นำไปสู่การแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ในบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก โดยมีการแจ้งเตือนของโปรแกรม "Spare the Air" ว่าอากาศบริเวณอ่าวอยู่ในเกณฑ์เลวร้ายมาแล้ว 25 วันติดต่อกัน สถิติก่อนหน้านี้คือ 14 วันติดต่อกันในช่วงสถานการณ์ไฟป่าปี 2018
ปีเตอร์ กลีค (Peter Gleick) นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ผู้ก่อตั้งสถาบันแปซิฟิก (Pacific Institute) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศและน้ำในโอกแลนด์บอกว่า สิ่งที่เขาเห็นนอกหน้าต่างเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อไฟป่าอย่างชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งความร้อนและอุณหภูมิที่สูงขึ้น อากาศที่แห้งแล้งมากขึ้น ต้นไม้ตายมากขึ้น สภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น รวมถึงลมด้วย" เขากล่าว
สถานการณ์ไฟป่าบริเวณภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกาดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม และกินพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 2.2 ล้านเอเคอร์ หรือราว 8,900 ตารางกิโลเมตร เทียบได้กับจังหวัดศรีสะเกษทั้งจังหวัด
เรียบเรียงจาก CNN
ภาพจาก AFP