วันนี้ ( 23 มิ.ย. 58) นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ร่วมมือ กับศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สำรวจความเห็นเรื่อง "แนวทางการกำหนดอัตราค่าจ้างปี 2559" โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 1,303 ตัวอย่าง โดยภาพรวมเอกชนต้องการให้รัฐพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำผ่านคณะกรรมการไตรภาคีในแต่ละจังหวัดแต่จะเริ่มต้นที่ขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ซึ่งทั้งหมดจะสรุปเสนอต่อรัฐบาลเพื่อประกอบการตัดสินใจเรื่องค่าจ้างต่อไป
จากผลสำรวจพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 21.82% ระบุว่า รัฐบาลไม่ควรปรับขึ้นค่าแรงในขณะนี้ ควรชะลอไว้ก่อน เพราะถ้าปรับขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภค – บริโภค โดยให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรหันมาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพแทน
รองลงมา 18.18 % ระบุว่า ควรปรับค่าแรงตามทักษะฝีมือแรงงาน ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ คุณวุฒิ และกลุ่มบุคคล คือแรงงานคนไทย และแรงงานต่างด้าว
ส่วนที่ผู้ประกอบการที่เหลือเห็นว่า ควรกำหนดตามพื้นที่ เขต จังหวัด ภูมิภาค รัฐบาลควรสำรวจความเห็นผู้ประกอบการก่อนปรับค่าแรง และควรคำนึงถึงเศรษฐกิจโดยรวมให้สามารถอยู่ได้ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง และควรแจ้งข้อมูลให้ผู้ประกอบการรับทราบอย่างทั่วถึง และควรมีมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังจากการปรับค่าแรง
นอกจากนี้ควรปรับตามค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลตลาดลอยตัว หรือปรับเป็นแบบขั้นบันได และอยู่ในกรอบ ไม่เกิน 300 บาทต่อวัน รัฐบาลไม่ควรกำหนดค่าแรง ควรให้หน่วยงานหรือองค์กรเป็นผู้กำหนดเองตามโครงสร้างองค์กรอุตสาหกรรม เพราะในแต่ละอุตสาหกรรม มีรูปแบบของกิจการและการบริหารที่แตกต่างกันออกไป และแรงงานต้องหมั่นพัฒนาฝีมือทักษะด้านแรงงานด้วย และสามารถเข้าถึงแหล่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานได้อย่างทั่วถึง โดยรัฐบาลควรส่งเสริมการลงทุนให้กับแรงงานเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอกับค่าครองชีพด้วย
ขณะที่ในวันที่ 25 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย หรือ คสรท. จะร่วมกับเครือข่ายแรงงานทั่วประเทศรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อประกาศจุดยืนขอให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 360 บาทต่อวันเท่ากันทุกจังหวัด และจะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ
โดยนางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราที่เท่ากันทั่วประเทศ ดังนั้นผู้ใช้แรงงานจึงขอให้ปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ และขอให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย เพราะค่าครองชีพปัจจุบันสูงขึ้นมาก
โดยอัตราที่เรียกร้องนั้นอ้างอิงจากผลสำรวจค่าครองชีพแรงงาน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร พบว่าโดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายแต่ละวันของแรงงานจำนวน 1 คนจะอยู่ในอัตรานี้ โดยได้ยื่นข้อมูลผลสำรวจดังกล่าวไปถึงประธานบอร์ดค่าจ้างด้วย ส่วนจะปรับค่าจ้างได้ถึงวันละ 360 บาทหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับบอร์ดค่าจ้าง ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้างจะร่วมกันพิจารณาหาตัวเลขที่เหมาะสม ทำให้นายจ้างและลูกจ้างอยู่รอดได้