เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2563 ส่วนการตรวจสอบครูว่าที่มีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของคุรุสภา ทีมข่าว PPTV ได้รับการเปิดเผยจาก นางมณฑา แสงชัน ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภา ระบุว่า ที่ผ่านมาคุรุสภาไม่สามารถตรวจสอบได้ทั่วถึง เพราะโรงเรียนค่อนข้างเยอะ แต่จะมีการสุ่มตรวจในทุก ๆ ปี หรือมีจัดเจ้าหน้าที่หน่วยย่อยลงพื้นที่ไปทำหรือต่อใบอนุญาตให้ พร้อมขอความร่วมมือสถานศึกษาแต่ละแห่งในการตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อความถูกต้องตามระเบียบของคุรุสภา
ข้อมูลจากสำนักทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภา พบว่า ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน หรือในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มีคนที่จบตรงตามวุฒิการศึกษาและจบไม่ตรงตามวุฒิการศึกษามาขอใบประกอบวิชาชีพครู ทั้งหมด 1.48 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นครูในสังกัดต่าง ๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานศึกษาเอกชน และอุดมศึกษา ประมาณ 830,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นสถานศึกษาสังกัดภาครัฐมากกว่า 700,000 คน ส่วนสังกัดเอกชนมีเพียง 79,226 คน
ขณะที่ ตัวเลขครูต่างชาติที่มีใบประกอบวิชาชีพครู ข้อมูลปัจจุบันอยู่ที่ 5,000 คน อยู่ระหว่างผ่อนผันกว่า 10,000 คน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลขค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนโรงเรียนในประเทศไทย
สำหรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมีอายุ 5 ปี หากหมดอายุในปีไหนจะต้องต่อก่อนวันหมดอายุ 180 วัน เสียค่าต่อ อายุ 200 บาท และไม่มีค่าปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดใบอนุญาตหมดอายุไปแล้วจะมีค่าปรับเดือนละ 200 บาท สูงสุด 2,000 บาท
ด้านรองศาสตราจารย์ นันทิยา น้อยจันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากสถานศึกษาใช้บุคลากรไม่ตรงสาย เช่น ให้ครูเอกปฐมวัย ไปสอนวิชาคณิตศาสตร์ และให้ครูเอกอื่นมาสอนปฐมวัย ทำให้การเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนภาพรวมในสายครุศาสตร์ทุกมหาวิทยาลัยจะมีการคัดกรองผู้ที่จะเรียนสายนี้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเอกทปฐมวัยนเพราะต้องอยู่กับเด็กเล็กเป็นเวลานาน และมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก อีกทั้งในสายเอกปฐมศึกษาจะมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับจิตวิทยาเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้รับมือและดูแลเด็กได้อย่างถูกต้อง