เริ่มแล้ว!! 11 พ.ย. เรื่องสำคัญต้องรู้ เปิดวิธีลงทะเบียน “www.คนละครึ่ง.com” รอบสอง
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2563 นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความคืบหน้ามาตรการ คนละครึ่ง ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไป ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดวันที่ 17 ตุลาคม พบว่ามีผู้ลงทะเบียนสะสม จำนวน 5,380,096 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว จำนวน 5 ล้านคน และมีผู้ลงไม่สำเร็จ จำนวน 3.3 แสนคน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ให้ข้อมูลไม่ตรงกับฐานข้อมูลกรมการปกครอง จำนวน 2.5 แสนคน และ 2.เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 8 หมื่นคน โดยขณะนี้มีบางส่วนอยู่ระหว่างทยอยส่งข้อความ หรือ เอสเอ็มเอส เพื่อยืนยันการได้รับสิทธิเข้าร่วมมาตรการ
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า กระแสตอบรับของโครงการคนละครึ่ง ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก เนื่องจากเปิดให้ลงทะเบียนวันแรก ยอดทะลุ 5 ล้านคนกว่าแล้ว แต่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายที่มองไว้ เพราะเชื่อว่าจะได้รับการสนใจในระดับที่ดีแน่นอน ส่วนจะเห็นยอดลงทะเบียนเต็มครบ 10 ล้านคน ภายใน 1-2 วันหรือไม่ คงตอบได้ยาก เพราะขึ้นอยู่กับประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าร่วมโครงการมากกว่า ในส่วนของร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ขณะนี้มีจำนวนกว่า 2.6 แสนร้านค้าแล้ว โดยยังเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร้านค้ารายย่อยได้ประโยชน์เชิงบวกมากที่สุด
โดยส่วนของความกังวลการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ หรือร่วมกันโกงระหว่างร้านค้ากับผู้ใช้เงิน จากการจัดทำระบบ ผู้ได้สิทธิจะต้องใช้เงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังค์ ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อจ่ายเงินให้ทางร้านค้า ส่วนร้านค้า จะต้องมีแอพพลิเคชั่นถุงเงิน ในการรับเงิน และกรอกจำนวนเงินที่ต้องการทุกครั้ง เพื่อสร้างคิวอาร์โค้ดใหม่ ในการรับเงินเข้าระบบทุกครั้ง ทำให้โอกาสที่จะเกิดการร่วมกันโกง เพื่อรับเงิน 150 บาท เป็นไปได้ยาก รวมทั้งธนาคารกรุงไทยได้มีการตรวจสอบการดำเนินธุรกรรมของร้านค้าอยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่า กรณีนี้ไม่เกิดขึ้นแน่นอน
สำหรับจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง วันที่แรก (16 ตุลาคม) มีจำนวน 4,500,000 คน ส่วนวันที่ 2 (17 ตุลาคม) มีจำนวน ทะเบียนเพิ่มมาเป็น 5,478,228 คน หรือเพิ่มมา 978,228 คน
ด้านนางสาว ชนกพร กองทรัพย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายขาย อิไลด์ไฟร์ อินโนเทค เนคฟิวส์เจอร์ ประเทศไทย ยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับตัว เพื่อสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ในช่วงนี้ไปให้ได้ ซึ่งทางหนึ่งที่นำมาใช้คือ การนำนำโมเดลธุรกิจแบบ แคริ่ง แอน แชริ่ง สตาร์ทอัพ บิสสิเนส โมเดล ที่จะดึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องมาเป็นผู้แทนจำหน่าย เพื่อเปิดตลาดขายสินค้า อย่างเช่นบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจอุปกรณ์ควบคุมดับไฟในห้องเครื่องรถยนต์ ได้มุ่งหากลุ่มเป้าหมาย
ที่ต้องการที่เน้น 'ความปลอดภัยไว้ก่อน' ( Safety First Needs) ความปลอดภัยให้ผู้ใช้รถใช้ถนน จึงนำไปสู่การจับมือธุรกิจกับ ร้านคาร์แคร์ ร้านประดับยนต์ ร้านทำสีเคลือบแก้วรถยนต์ ร้านค้าที่ต่อประกันใกล้ขนส่ง กรมขนส่งทางบกทั่วประเทศ
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ออกมานั้น เริ่มเห็นผลในการช่วยฟื้นเศรษฐกิจกลับมาได้บ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเราเที่ยวด้วยกัน ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ประมาณ 2-3 แสนล้านบาท จะทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 บวกขึ้นมาได้ 1-3 % ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ที่คาดว่าจะติดลบ 7 ถึงติดลบ 8% เหลือเพียงติดลบ 4 ถึงติดลบ 5% เท่านั้น แต่ที่ห่วงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น หากมีความรุนแรง และยืดเยื้อยาวนาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะมาซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจได้อีก