ผลกระทบระยะยาวจากโควิด-19 ทำให้อุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่นัก ขณะที่บางสายการบินแม้กลับมาเปิดเที่ยวบินระหว่างประเทศ แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก และผู้โดยสารอาจยังไม่แน่ใจในความปลอดภัยของประเทศปลายทาง รวมถึงไม่ต้องการเสียเวลากักตัวไปเปล่า ๆ
ด้วยเหตุนี้ ทั่วโลกจึงเริ่มมีหลายสายการบินที่ออกแคมเปญในลักษณะเที่ยวบินที่บินกลับมายังสนามบินต้นทาง (Flight to Nowhere) ซึ่งจำนวนเที่ยวบินลักษณะดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นไม่น้อย
หนึ่งในสนามบินแรก ๆ ที่เปิดให้บริการเที่ยวบินที่ไม่ไปไหนเลย คือ สนามบินซงซาน (Songshan Airport) ของไทเปในไต้หวัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะให้บริการเที่ยวบินประจำวันไปยังโตเกียว โซล และสนามบินต่าง ๆ ในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่เพราะโควิด-19 ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงไปถึง 64%
แรกเริ่มสนามบินซงซานได้ร่วมกับสายการบินอีวีเอแอร์ (EVA Air) และไชน่าแอร์ไลน์ส (China Airlines) เพื่อทำการบินเสมือนจริง โดยผู้โดยสารจะได้รับการจัดสรรตั๋วตามเกณฑ์การจับฉลาก จากนั้นสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์สายการบินเต็มรูปแบบ รวมถึงการเช็กอินการเข้าใช้ห้องรับรองและการขึ้นเครื่อง แต่แคมเปญดังกล่าวไม่มีการนำเครื่องบินขึ้นฟ้าจริง ๆ อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้ได้รับความนิยมอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมมากกว่า 7,000 คน
หลังจากนั้น สายการบินบางแห่งก็ก้าวไปอีกขั้น โดยการนำเสนอประสบการณ์การบินที่ได้ขึ้นบินจริง แต่ไม่ได้ออกจากประเทศ
เมื่อเดือนสิงหาคม สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส (ANA) ให้บริการเที่ยวบินชมสถานที่ท่องเที่ยวเหนือญี่ปุ่นเป็นเวลา 90 นาทีพร้อมธีมแนวฮาวาย โดยบินเหนือพื้นที่กรุงโตเกียวในขณะที่ผู้โดยสารเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มและของที่ระลึกสุดพิเศษ ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่าประสบความสำเร็จดีมาก
ด้านสายการบินสตาร์ลักซ์ (Starlux Airlines) ของไต้หวันต้องการให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การบินแม้ในช่วงโควิด-19 สายการบินจึงจัดแคมเปญ “แกล้ง ๆ ไปต่างประเทศ” โดยจัดเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังหมู่เกาะปราตัส (Pratus Islands) ในทะเลจีนใต้แล้วบินวนกลับไต้หวัน
ในช่วงเดียวกันนี้ สายการบินอีวีเอแอร์ของไต้หวันก็ตัดสินใจไม่จำลองการบินเพียงอย่างเดียว แต่เปิดตัวเที่ยวบินธีม Hello Kitty ซึ่งบินเหนือเกาะริวกิวของญี่ปุ่น โดยบินออกจากสนามบินเถาหยวนแล้ววนกลับมาที่เดิม
ขณะที่สายการบินรอยัลบรูไน (Royal Brunei Airlines) ได้เปิดให้บริการทริปเที่ยวชมทิวทัศน์แบบ “Dine And Fly (กินและบิน)” ด้วยเช่นกัน โดยใช้เวลาเดินทาง 85 นาที และมีผู้โดยสาร 99 คนบนเครื่อง ผู้โดยสารสามารถมองเห็นเกาะบอร์เนียวที่สวยงามจากท้องฟ้าในขณะที่เพลิดเพลินกับอาหารบนเครื่องบิน
ล่าสุด สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส (Singapore Airlines) ได้เปิดเผยแผนการบินจากชางอีไปยังชางอี ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสายชีพจรลงเท้าได้บินอีกครั้ง แต่ล่าสุดได้ระงับแผนการดังกล่าวและเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารบนเครื่องบินแทน
ในขณะที่เที่ยวบินของไทเกอร์แอร์ (Tigerair) ก็จัดเที่ยวบินชมวิวเหนือเกาะเชจู ซึ่งได้รับความสนใจมากจนตั๋วขายหมดภายในไม่กี่นาทีหลังเปิดให้จอง
และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือสายการบินแควนตัส (Qantas) ซึ่งในช่วงเดือนกันยายนได้จัดเที่ยวบิน 7 ชั่วโมงชมแลนด์มาร์กต่าง ๆ ของออสเตรเลีย โดยใช้เครื่องบินรุ่นโบอิง 787 ขึ้นบินจากซิดนีย์ บินในระดับความสูงต่ำเหนือสถานที่ชื่อดังต่าง ๆ ของออสเตรเลีย เช่น หินยักษ์อูลูรู (Uluru), เขตเอาต์แบ็ก (Outback) เกรตแบร์ริเออร์รีฟส์ (Great Barrier Reefs) และซิดนีย์ฮาร์เบอร์ (Sydney Harbour) ก่อนที่จะกลับมาลงจอดในซิดนีย์ ซึ่งประสบความสำเร็จเช่นกันเพราะขายตั๋วหมดใน 10 นาที
ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้า เริ่มมีการออกไอเดียการจัดเที่ยวบินลักษณะนี้เช่นกัน โดยการบินไทยวางแผนจัด “โครงการทัวร์ชมน่านฟ้าในประเทศไทย” โดยช่วงแรกจะมีการนำเครื่องบินแอร์บัส A320 ของสายการบินไทยสมายล์มาใช้ เปิดรับผู้โดยสารให้ร่วมสัมผัสบรรยากาศบนเครื่องและวิวที่สวยงามของเมืองไทย โดยจะนำเครื่องบิน วนไปยังจุดท่องเที่ยวสำคัญที่สามารถถ่ายรูปได้ เช่น พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีการเสิร์ฟอาหารบนเครื่อง โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง อัตราค่าโดยสารที่ตั้งไว้อยู่ที่ราว 5,000 บาท ขณะนี้กำลังขออนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
สำหรับกระแสการเดินทางด้วยเที่ยวบินแบบไม่ไปไหนเลยนี้ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกมาโจมตีว่าเที่ยวบินลักษณะดังกล่าว “ไม่มีความจำเป็น” และเป็นการเพิ่มมลภาวะซึ่งนำไปสู่ภาวะโลกร้อนโดยไม่สมควร
แอนนา ฮิวส์ (Anna Hughes) ผู้อำนวยการ Flight Free UK กล่าวว่า “ฉันเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้ แต่มันเป็นอะไรที่บ้ามาก การบินที่ไม่ได้ไปไหนเลยเป็นเพียงการปล่อยมลพิษอย่างไร้ประโยชน์เท่านั้น”
เรียบเรียงจาก The Sun / Simple Flight
ภาพจาก Shutterstock