ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มรักเพศเดียวกัน หรือ ขบวนการ"GLBT" (Gay Lesbian Bisexual and TransgenderMovement) กำเนิดขึ้นภายใต้คลื่นการต่อสู้ทางการเมืองในสังคมตะวันตกทศวรรษ 1960 ที่ตื่นตัวในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ ถือกำเนิดขึ้น เช่น ขบวนการเรียกร้องเพื่อผู้หญิง ขบวนการนักศึกษา ขบวนการสันติภาพ ขบวนการสิ่งแวดล้อม และองค์กรฝ่ายซ้ายใหม่ๆ ทั่วโลก คลื่นการต่อสู้ทางการเมืองของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมในยุคนี้เรียกว่า"คลื่นการต่อสู้ 1968"
ขบวนการ GLBT ในตะวันตกเริ่มต้นการเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดมากขึ้น จากขบวนการปลดแอกเกย์ในสหรัฐอเมริกา (Gay LiberationFront) ในช่วงทศวรรษ 1970 อันเนื่องมาจากการปะทะกันระหว่างกลุ่มเกย์กับตำรวจหน้าบาร์ ที่ชื่อว่า "Stonewall Inn" โดยตำรวจได้เข้าไปตรวจตราในบาร์ดังกล่าว และได้ทำร้ายชาวรักร่วมเพศคนหนึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจตำรวจที่ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงลุกขึ้นมาต่อสู้และได้รับชัยชนะในที่สุด ชัยชนะดังกล่าวเป็นเหตุให้กลุ่ม GLBT ทั่วโลกมีกำลังใจในการปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง และมีกำลังใจในการออกมาประกาศตัวว่าคนรักเพศเดียวกันไม่ใช่คนผิดปกติ
จากการศึกษาในประเด็น เรื่องสีที่นำมาใช้ในเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการ GLBT จะพบว่า สีที่ถูกนำมาใช้แทนขบวนการ GLBT นั้น มีความหลากหลายแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสถานที่และเวลา
ในช่วงยุควิคตอเรียนขบวนการ GLBT ในยุโรป ใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ แต่ในช่วงยุค 1960 สีชมพูถูกนำมาใช้ในความหมายของต่อสู้กับลัทธิเหยียดเพศ (sexism) ด้วยเหตุผลว่า สีชมพูเป็นสีของป้ายผ้าที่ทหารนาซีเยอรมันใช้ติดเสื้อนักโทษที่เป็นกลุ่ม GLBT ในค่ายกักกันก่อนที่จะนำไปสังหารทิ้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ต่อมาสีม่วงถูกนำมาใช้ และแพร่หลายอย่างมากในยุค 1980 สีม่วงถูกนำมาใช้แทน"จิตวิญญาณ (Spirit)" ของกลุ่ม GLBT ซึ่งเข้าใจว่าการใช้สีม่วงในช่วงนี้เองที่ทำให้คนทั่วไปรวมทั้งประเทศไทยเข้าใจว่าสีม่วงมีความหมายถึงกลุ่ม GLBT
หลังจากนั้น ศิลปินชื่อ กิลเบิร์ต เบคเกอร์ นำ ธงสีรุ้ง มาใช้ในการเคลื่อนไหวของ GLBT (Gay Lesbian Bisexual and TransgenderMovement) ครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน ปี 1978 (ราวๆ พ.ศ. 2521) ใน 'Gay Freedom Day Parade' ที่ซานฟรานซิสโก เขาทำธงสีรุ้งผืนนั้นขึ้นด้วยการย้อมมือ ประกอบด้วยสีแปดสีในความหมายต่อไปนี
ชมพู : เพศวิถี
แดง : ชีวิต
ส้ม : การเยียวยา
เหลือง : แสงอาทิตย์
เขียว : ธรรมชาติ
ฟ้าเทอคอยซ์ : ความมหัศจรรย์ ศิลปะ
คราม : ความกลมกลืน
สีม่วง : จิตวิญญาณ
ธงสีรุ้งนี้ได้เป็นที่นิยมในบรรดาหมู่ GLBT ทั่วโลกเป็นอย่างมาก และถูกผลิตออกมา 3 รุ่น รุ่นแรกประกอบด้วยแปดสีข้างต้น รุ่นที่สองเหลือเพียง 7 สี (ตัดสีชมพูออก)และรุ่นสุดท้ายเหลือเพียง 6 สี (ตัดสีครามและชมพูออก) ซึ่งธงสีรุ้งทั้ง 6 สี ก็ได้เป็นที่นิยมต่อเนื่องในฐานะเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวของขบวนการ GLBT มาจนปัจจุบันนี้
สีรุ้ง เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อกลุ่มคนรักร่วมเพศสากล เพราะสีรุ้งมีนัยยะถึงความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันได้ เหมือนสีของธงถึงแปดสีแต่ไล่เรียงอย่างสวยงามเคียงข้างกัน นัยยะนี้สำคัญมากสำหรับแนวทางในการเคลื่อนไหวทางสังคมของขบวนการ GLBT เพราะมันเป็นแกนกลางของต่อสู้เกี่ยวกับสิทธิทางเพศของคนรักเพศเดียวกัน อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่โครงสร้างอำนาจแตกเป็นเสี่ยงๆ ดังนั้นการเคลื่อนไหวทางสังคมจึงไม่ได้เคลื่อนไหวบนฐานของชนชั้น หรือผลประโยชน์แคบๆ เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการต่อสู้ให้พ้นจากการครอบงำเชิงอุดมการณ์ ซึ่งเป็นการสร้างความรู้ที่เพิ่มเติมจากกรอบความรู้เรื่องเพศเดิม ที่มองว่าเพศของมนุษย์ที่เกิดขึ้นตายตัวตามธรรมชาติ มีสภาพหยุดนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง "ชายจริงต้องรักหญิงแท้" การรักเพศเดียวกันถือเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ
ขบวนการ GLBT ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อปลดปล่อยกลุ่มคนรักเพศเดียวออกจากความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวตนและเรื่องเพศของคนรักเพศเดียวกันเสียใหม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว การรักเพศเดียวกันไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ/ผิดธรรมชาติอย่างใด แต่เป็น "ความหลากหลายที่ถูกสร้างขึ้นจากสังคมที่เปลี่ยนไปตามบริบทของเวลา และสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า "เพศไม่นิ่ง"
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น กลุ่ม GLBT ต่อสู้กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมระหว่างเพศ ที่ทำให้บุคคลที่รักร่วมเพศรับความรุนแรงเชิงโครงสร้างอยู่เป็นประจำ เช่น การถูกทำให้เป็นตัวตลกผ่านสื่อ การถูกด่าทอ ไม่คบค้าสมาคมด้วย การทำร้ายร่างกาย หรือล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่เท่าเทียมกันนี้ไม่ถูกแก้ไข อาจนำมาซึ่งการตอบโต้ในทิศทางเดียวกับฝั่งชายจริงหญิงแท้ กลายเป็นการปะทะที่ไม่มีวันจบ
สุดท้ายแล้วไม่ว่า เพศวิถีในแต่ละคนจะเป็นอย่างไร มนุษย์ก็มีหน้าที่ในฐานะของมนุษย์ คือต้องทำตนให้มีคุณค่าต่อสังคมให้มากที่สุดและมีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่นนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันในทุกเพศสภาพอย่างแท้จริง
ข้อมูล : mentalfloos.com
natthanont2432.wordpress.com
ภาพจาก : get.ri.com