ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ เรือประมงต่างๆ ไม่สามารถออกทำการประมงได้ และส่งผลทำให้เรือประมงชายฝั่งทะเลกว่า 20 จังหวัด ต้องหยุดออกเรือหาปลา และนำเรือมาจอดเทียบท่า ซึ่งกลุ่มประมงที่หยุดออกเรือสะท้อนว่า "ไม่กล้าออกไปทำประมงเพราะกลัวถูกจับคุมอันเนื่องจากมาตรการเข้มงวดของรัฐบาล"
ทั้งนี้กลุ่มเรือประมงส่วนใหญ่ยอมรับว่า มีเอกสารไม่ถูกต้องทั้งเรื่องของการไม่มีอาชญาบัตร หรือ ใบอนุญาตในการทำประมงที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเริ่มลุกลามไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น โรงงานแปรรูปสินค้าสัตว์น้ำ แพปลา โรงโม่น้ำแข็งต้องหยุดกิจการตามไปด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้ผ่อนผันให้เรือประมงดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 60 วันมาแล้วครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามแม้นโยบายจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะมีการเอาผิดกับเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่กับเรือประมงพื้นบ้านขนาดกลาง และเล็กกลับเป็นส่วนที่ได้รับผลกระทบในการประกอบการไปอย่างเต็มๆด้วย
และนี่คืออีกด้านหนึ่งของเสียงสะท้อน ของลูกหลานชาวประมงพื้นบ้านที่มหาชัย
นางสาวบุษยา คุณากรสวัสดิ์ หนึ่งในลูกหลานชาวประมง ต.มหาชัย จ.สมุทรสาคร เปิดเผยกับ "ทีมข่าว PPTVHD" ว่าที่บ้านเคยมีเรือประมง 1 ลำ แม้วันนี้ไม่ได้ทำธุรกิจนี้แล้ว แต่บรรดาญาติๆยังดำเนินธุรกิจประมงอยู่
โดยเนื่องจากประมงเป็นธุรกิจต้นน้ำที่จะก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องตามมา เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล CP ห้องเย็น โรงน้ำแข็งปัญหาใหญ่ที่ครอบครัว และบรรดาญาติเคยประสบมาตลอดระยะเวลาที่ทำประมง คือ "ปัญหาด้านแรงงานไม่เพียงพอ"
นางสาวบุษยา สะท้อนว่า แม้ว่าแรงงานส่วนใหญ่ที่มาทำนั้นจะเป็นคนภาคอีสาน เมื่อเวลาผ่านไปคนไทยส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ทำงานเช่นนี้อีก จึงทำให้ต้องมีการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติเข้ามาแทน โดยการขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานข้ามชาติที่ถูกกฎหมาย
ส่วนปัญหารองลงมาคือ "ปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้น" เนื่องจากเรือประมงจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายค่าน้ำมันอยู่ตลอดเวลา ทำให้รายได้ที่ได้จากการขายปลาไม่ได้กำไรเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรือประมงลำเล็ก หากเป็นเรือลำใหญ่ก็คงจะได้กำไรในส่วนตรงนี้อยู่บ้าง ซึ่งเรือส่วนใหญ่ของชาวบ้านมหาชัยนั้น จะเป็นเรือประมงขนาดกลางไม่ถึง 30 ตันกรอส
นอกจากปัญหาด้านแรงงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นแล้ว ยังมีในเรื่องต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอัตราค่าจ้างแรงงานหรือแม้กระทั้งการเสียภาษี ซึ่งทางภาครัฐเองน่าจะมีระบบการช่วยเหลือแก่ประมงโดยการกูยืมเงิน มากกว่ามาไล่จับ
หนึ่งในลูกหลานชาวประมงฯ กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีมาตรการคำสั่งของรัฐบาลประกาศให้เรือประมงที่ไม่มีอาชญาบัตร หรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนห้ามออกจับปลา จึงไม่สามารถออกเรือได้ แรงงานไม่มีคนจ้างงาน ก็ต้องมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานที่อื่น ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆก็ตามมา ธุรกิจต่อเนื่องต่างๆทั้งหมดที่ครอบครัวและญาติพี่น้องกำลังทำอยู่นั้นก็ต้องชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด และส่งผลกระทบต่อการขาดรายได้เป็นอย่างยิ่ง
นางสาวบุษยา กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้เรือประมงส่วนใหญ่ไม่มีใบอาชญาบัตรนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องอุปกรณ์เรือที่ไม่ถูกตามลักษณะและการลงทุนอุปกรณ์เรือให้เป็นไปตามมาตรฐาน
ชาวประมงพื้นบ้านบางคนซื้อเรือประเภทหนึ่งมา เมื่อนำมาเดินเรือออกประมง ก็ไม่ชำนาญ เลยต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์อีกแบบให้สอดคล้องกับความชำนาญของตน เช่น เรือลากคู่ ลากเดี่ยว อวนดำ ฯลฯ
แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับคือกลุ่มคนที่ทำประมงเองก็ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ ซึ่งการให้เวลาแค่ 2 เดือน คงไม่เพียงพอกับการเตรียมตัวรับมือ
"ที่ผ่านมากรมประมงฯ แทบจะไม่เคยตรวจอาชญาบัตรเลย อาจเทียบได้กับการทำใบขับขี่ บังคับให้ทำแต่ไม่เคยตรวจ หรือนึกอยากจะตรวจเมื่อไรก็ตรวจ"
ทั้งนี้ นางสาวบุษยา สะท้อนกับทีมข่าวว่า ทางรัฐบาลเองก็ใช้วิธีการไล่จับมากว่าการส่งเสริมให้คนช่วยกันดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล หากจะให้รับมือกับปัญหาเหล่านี้โดยไม่มีการผ่อนผันระยะเวลาการจดทะเบียนออกไปอีกนั้นเป็นการยากมากที่จะหาทางออกอื่นๆมาแก้ปัญหานี้ เพราะว่าผลกระทบค่อนข้างกว้าง
"เดิมปัญหาการค้ามนุษย์ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ทำธุรกิจประมงขนาดเล็กค่อนข้างลำบาก ล่าสุดนี้รัฐบาลก็ยังห้ามเรือที่ไม่มีอาชญาบัตรออกจับปลาอีก และเรื่องของการออกใบอาชญบัตรตามมาตรการของรัฐบาลนั้น ก็ไม่ได้ออกให้กับเรือทุกประเภทโดยเฉพาะเรือลาก เพราะถูกมองว่าเป็นเรือที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเล ซึ่งดูเหมือนว่ายังไม่เป็นธรรมสักเท่าไร น่าจะมีการกำหนดระยะทางในการออกเรือแต่ละขนาดมากกว่า ความจริงแล้วเรือลากเหล่านี้ไม่ได้ลากในพื้นที่น่านน้ำก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทรัพยาการทะเลโดยเฉพาะปลาขนาดเล็ก" นางสาวบุษยา กล่าว
สำหรับข้อเสนอแนะนั้น นางสาวบุษยา กล่าวว่า ทางภาครัฐควรที่ให้การช่วยเหลือในเรื่องของการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ให้มีการขึ้นทะเบียนมากกว่าปีละหนึ่งครั้งหรือขึ้นทะเบียนทดแทน มากกว่าที่จะมาบังคับออกใบอาชญาบัตร เนื่องจากแรงงานส่วนใหญ่มาทำงานแค่ชั่วคราว และที่สำคัญไปกว่านั้น ควรที่จะสร้างเงื่อนไขและกำหนดขอบเขตระยะทางที่แน่นอนเพื่อจะให้เรือแต่ละขนาดออกจับปลาได้ในระยะทางที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น จนกระทั่งการส่งเสริมสนับสนุนโครงการที่มุ่งเน้นในเรื่องการดูแลทรัพยาการทางทะเลต่างๆ เช่น เข้มงวดในเรื่องการออกเรือช่วงฤดูว่างไข่ของสัตว์น้ำทะเล และทำงานร่วมกันกับสมาคมประมงในการออกกฎระเบียบโดยไม่ผูกติดกับผู้ประกอบการ
และนี่คือสิ่งที่นางสาวบุษยา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว
เราเป็นลูกทะเล เกิดมาก็เห็นเรืออยู่หน้าบ้าน
บ้านเราเคยมีเรือแบบนี้ 1 ลำ
ลุงป้าน้าอา ก็ทำแต่จับปลากับประมงต่อเนื่อง
(อาชีพที่เกี่ยวกับประมง อย่างแปรรูปปลาเป็นปลาแห้ง หมึกแห้ง แพปลา. โรงงานแปรรูปอาหารทะเลส่งนอกอย่างพรานทะเล CP ห้องเย็น โรงน้ำแข็งฯลฯ)
..............
ต.มหาชัย สมุทรสาคร อยู่ตรงอ่าวตัว ก.
(อ่าวไทย) อุดมด้วยทรัพยากร เป็นเมืองประมง
เป็นเมืองสำคัญระดับอาเซียนเกี่ยวกับการซื้อขายอาหารทะเล
ที่มาของอาหารทะเลมี 3 แบบ
1. จับจากแถวอ่าวไทย (เดี๋ยวนี้มีของน้อยแล้ว)
เรือออก ไปเย็น เช้าเข้าฝั่ง. พ่อเราทำแบบนี้
2.ไปตระเวนจับตามน่านน้ำอินโดนีเซีย อินเดีย
นี่เป็นเรือใหญ่หลายร้อนตัน เรืออกไปทีอยู่กลางทะเล 4-5 ปี และนี่ต้องทำบัตรขอสัมปทานจากประเทศนั้นๆ
เดิมมีเรือแบบนี้เป็นร้อยลำ(รวมจ.สมุทรปราการ และจว. ใต้
4-5 ปีก่อนจนตอนนี้ แถบไม่เหลือเพราะอินโดยกเลิกการสัมปทาน
3.สัตว์จากบ่อเลี้ยงเช่นกุ้ง หอย ปลาบางชนิด
งานประมง แรงงานเป็นเรื่องสำคัญ
มหาชัยเป็นที่แรกที่ผลักดันให้แรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะเราไม่มีแรงงาน มหาชัยเข้าสู่ AEC ล่วงหน้ามา20 ปีแล้ว
ขนาดอองซานซูจีมาเมืองไทย ยังต้องแวะมหาชัยไปเยี่ยมคนของเขา
.............
พ่อเราเลิกจับปลาราวๆปี 35 เพราะสู้ต้นทุนเรื่องราคาน้ำมันไม่ไหว แรงงานหายาก สมัยนั้นยังเป็นคนอีสานที่มาออกทะเล
พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ยังอยู่ในแพปลา แปรรูปอาหาร
ธุรกิจประมง
..........
วันนี้ญาติๆ เราลำบากมากๆแล้ว
เมื่อ3-4 เดือนก่อนเจอปัญหากระแสค้ามนุษย์
(อันนี้มีรายละเอียดที่ต้องอธิบาย)
วันนี้ 1 กค. รัฐบาลห้ามเรือที่ไม่มีบัตรถูกต้องออกจับปลา
(เรื่องบัตรไม่สามารถจัดการหลายปัญหาได้จริง)
เรือญาติๆเราต้องหยุด แพปลาของญาติต้องหยุด
ธุรกิจแปรรูปของญาติต้องหยุดเพราะไม่มีของทำ
ห้องเย็น โรงน้ำแข็งต้องหยุด เพราะไม่รู้จะขายใคร
พ่อค้าแม่ค้าในตลาดต้องหยุดเพราะลูกค้าไม่มีเงินซื้อ แรงงานไม่มีคนจ้าง
ลมหายใจของญาติเราและมหาชัยรวยรินเต็มที
.............
แม้เราไม่เคยพูดเรื่องรัฐบาลจากรัฐประหาร
แต่ในฐานะรัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารคุณภาพชีวิต
นโยบายขณะนี้ได้ทำให้ฐานเศรษฐกิจและอาชีพ ของคนหลายแสนคนล้มละลายแล้ว. ทั้งด้านประมง. คนอยู่กับป่า คนทำสวนยาง คนในที่ที่จะทำเหมือง ท่าเรือน้ำลึก. แรงงาน
ขณะที่ทำลายอาชีพ ก็ทำลายสวัสดิการเรื่องสุขภาพ(บัตรทอง)ด้วย
นายกเชื่อข้าราชการมากเกินไป
ยุคที่ยิ่งกว่าข้าวยากหมากแพงจะมา
เขียนไปแล้วมีน้ำมาอยู่ที่ตา
ว่าไปแล้วปัญหากฎระเบียบของภาครัฐที่ต้องเร่งแก้ปัญหา IUU วันนี้กระทบต่อชาวประมงพื้นบ้าน หรือผู้ประกอบธุรกิจประมงรายเล็กไม่น้อยทีเดียว