ในรายการเข้มข่าวค่ำ วันที่ 7 ก.ค.58 ได้ให้ข้อมูลไว้ว่าค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกษตรกรมีและยอมจ่ายเนื่องมาจากเพื่อที่จะพยุงพืชผลเอาไว้ ขณะที่มีต้นทุนสูงอยู่แล้วก็ต้องเสียเพิ่ม "ตัวอย่างที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ แยกเป็นค่าต่างๆ ค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำ 50 บาท ต่อ 1 ไร่ เติมน้ำมันครั้งละ 800 ลิตร ต่อ วัน หรือ 35 ลิตร ต่อ ชั่วโมง ระยะเวลาการสูบน้ำ 15 ชั่วโมงใน 1 วัน
ทั้งนี้จากรายงานจังหวัดอุตรดิตถ์ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งชาวนาต้องจ่ายเอง เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แต่จะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ในหลายพื้นที่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งชาวนาที่เริ่มการเพาะปลูกไปแล้ว ต้องทำทุกวิถีทางให้ ข้าว อยู่รอด ทางที่ง่ายและต้องทำเร่งด่วน คือ หาน้ำ จากคลองชลประทานที่น้ำน้อยอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมี "ค่าใช้จ่าย" ในการสูบน้ำ อย่างที่เห็น ชาวนาไม่สามารถรอกระบวนการทางราชการในการขออนุมัติงบประมาณได้ จึง "ยอมจ่าย" กันเอง เพื่อเร่งสูบน้ำ ก่อนที่ข้าวจะตายหมด
ต้นทุนค่า "บ่อบาดาล" ตัวอย่าง จ.อ่างทอง ค่าขุดเจาะ 1-3 หมื่นบาท บ่อที่ขุดลึก 40 เมตร ราคา 1.5 หมื่นบาท.บ่อเก่า (มีอยู่แล้ว) ขุดเพิ่ม 6-10 เมตร 1 หมื่นบาท โดยมาตรฐาน ขุดบ่อใหม่ 60 เมตรขึ้นไป 3 หมื่นบาท ค่าเครื่องสูบน้ำ จากบ่อบาดาล เข้านา 5000 บาท ค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำ 600 บาท 1 วัน สูบน้ำ 2 วัน ได้น้ำเข้านา 10 ไร่ต้นทุนสำหรับพื้นที่ที่ไม่อยู่ใกล้ระบบชลประทาน ซึ่งต้องขุดบ่อบาดาลเพิ่ม แม้รัฐบาลจะมีโครงการขุดบ่อลงมากว่า 1000 บ่อ
แต่ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ พื้นที่ที่ไม่อยู่ในแผน จึงต้อขุดบ่อเองมีบ่อเดิมอยู่แล้ว ก็ขุดเพิ่มเล็กน้อย จุดที่ไม่มีบ่อเดิมขุดใหม่ ลึก 40 เมตร ราคา 1 หมื่น 5 พันบาท ถ้าลึก 60 เมตร ที่คาดว่าจะเจอน้ำแน่ๆ ราคาขุดถึงกว่า 3 หมื่นบาท เมื่อขุดแล้ว ยังต้องเสียค่าติดตั้งเครื่อสูบน้ำ ค่าน้ำมันเครื่องสูบน้ำ ซ่งกรสูบน้ำจากบ่อบาดาล ต้องใช้เวลานานกว่า อย่างที่อ่างทอง ใช้เวลา 2 วัน
สำหรับสูบน้ำเข้านา 10 ไร่ ต้นทุนอื่นๆ อาทิ ค่าปุ๋ยทนแล้ง ใส่เพิ่ม 3 เท่า จากปกติ ค่าฟางก้อน สำหรับอาหารวัว ค่าซื้อน้ำประปา ค่าปุ๋ยทนแล้ง ใส่เพิ่ม 3 เท่า จากปกติ ค่าฟางก้อน สำหรับอาหารวัว ค่าซื้อน้ำประปาต้นทุนอื่นๆ อาทิ ค่าปุ๋ยทนแล้ง ใส่เพิ่ม 3 เท่า จากปกติ ค่าฟางก้อน สำหรับอาหารวัว ค่าซื้อน้ำประปา ค่าปุ๋ยทนแล้ง ใส่เพิ่ม 3 เท่า จากปกติ ค่าฟางก้อน สำหรับอาหารวัว ค่าซื้อน้ำประปา