วันนี้ (9 ก.ค.58) กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ออกแถลงการณ์ต่อกรณีการยกคำร้องฝากขังฯ พร้อมยืนยันการขับเคลื่อนกิจกรรมต่อไป ภายหลังก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ขอหมายจับจากศาลทหารฯ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.58 พร้อมเข้าจับกุมตัว 14 นักศึกษาในวันถัดมา บริเวณบ้านสวนเงินมีมา มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป และถูกนำตัวไปที่ สน.พระราชวัง
ทั้งนี้โดยวันดังกล่าวต่างมีประชาชนที่สนับสนุน พร้อมด้วยคนดังอีกหลายคนเข้ามาร่วมให้กำลังใจ จนนำมาสู่กระแสในสังคมออนไลน์ " #เราคือเพื่อนกัน" โดยในวันนั้น 14 นักศึกษาถูกนำขึ้นรถตู้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 3 คัน เดินทางไปยังศาลทหาร เพื่อฝากขัง ผลัดแรก 12 วัน
แม้ว่าทนายจะคัดค้านคำร้องขอฝากขัง แต่ไม่เป็นผล จนในที่สุดมีการนำตัวนักศึกษาทั้งหมดไปยังเรือนจำ โดยผู้ชาย 13 คน ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะที่ผู้หญิง 1 คน ถูกส่งตัวไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง และได้รับการปล่อยตัวออกมาโดยไม่มีเงื่อนไขวานนี้ (8 ก.ค.58) พร้อมประชาชนที่สนับสนุนต่างมาต้อนรับหน้าเรือนจำในช่วงรุ่งเช้า
นายปกรณ์ อารีกุล หรือ "แมน" หนึ่งใน 12 นักศึกษาที่ถูกจับกุม กล่าวกับ " ทีมข่าว PPTVHD" ถึงชีวิตในเรือนจำ 12 วันว่า "ชีวิต12 วัน ที่ถูกคุมขังถ้าในเชิงสภาพความเป็นอยู่ก็ถือว่าอยู่ได้ อาหารก็ได้กินครบ 3 มื้อ มีตารางกิจกรรมที่ต้องทำทุกกิจกรรม ตั้งแต่ ตื่นนอน กินข้าวอาบน้ำ อยู่กับคนส่วนมากต้องมีระเบียบในเรื่องของเวลาที่เกี่ยวคนอื่นเขา คล้ายๆกับโรงเรียนประจำผมเคยอยู่โรงเรียนประจำมาผมก็ ไม่ค่อยมีปัญหากับตารางกิจกรรมเท่าไหร่ แล้วก็ในส่วนของการได้รับความเมตตา การดูแลจากกรมราชทัณฑ์ เขาก็ดูแลนักศึกษาทั้ง14คนดีมาก ใช้คำว่าดีมากได้เลย"
นายปกรณ์ กล่าวถึงในเรือนจำอีกว่า การดูแลดีมากไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการดูแลแตกต่างจากผู้คุมขังทั่วไป ซึ่งในเชิงตารางเวลาแล้ว ไม่ต่าง คือเราไม่ได้รับอภิสิทธิ์ ว่า ได้นอนก่อนหรือว่าอะไรแบบนั้น แต่ว่าเขาพยายามดูแลรักษาความปลอดภัยดีในทุกกิจกรรม ก็จะมีพี่เลี้ยงนักโทษที่คอยดูแลความสะดวกให้ ส่วนกิจกรรมมีอย่างอื่นนอกจาก ตื่นนอน กินข้าวแล้ว ทุกคนที่ได้จำคุกเขาจะต้องมีงานรับผิดชอบเป็นกองงานของตัวเองให้ทำ พวกพี่ก็ถูกแบ่งกองงานให้ธุรการ งานเอกสาร แต่ว่าก็ไม่ได้ช่วยนิดๆหน่อยๆเพราะในนั้นก็มีคนทำอยู่แล้ว
"ในชีวิตประจำวันก็ไม่ได้มีอะไรที่มันเป็นอุปสรรคหรือเป็นอะไรมากมาย แต่ถ้าในเชิงธรรมชาติแบบเราเป็นนักเคลื่อนไหวใช่ไหม เราก็อยากติดตามข่าวสารบ้านเมือง อยากจะรู้ว่า ข้างนอกเป็นอย่างไร วันนี้รัฐบาลพูดเรื่องอะไร มีความเห็นต่อพวกเราอย่างไร เราไม่ได้รับการรับรู้เลย เราก็พยายามขอ ก็ไม่ได้หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้อ่าน โทรทัศน์ก็ให้ดูแต่ช่องที่ไม่มีข่าว พวกช่องเคเบิลดูหนังอะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นช่องปกติก็วอลเลย์บอลอะไรแบบนี้ผมได้ดูทุกนัดเลย" นายปกรณ์ กล่าว
ในส่วนของเจ้าหน้าที่มากดดันหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า "ไม่มีๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคำถามคือเป็นคำถามโดยทั่วไป คือ นักโทษ คดียังไม่สิ้นสุดแล้วถูกฝากขัง จะมีให้ประกันตัวได้ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะประกันตัว แต่พวกเราเข้ามาในคดีทางการเมือง การประกันตัวเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเราผิดจริง ซึ่งเราไม่เคยยอมรับใช่ไหม เราก็เป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อเราเป็นผู้บริสุทธิ์เราก็เลยไม่ประกัน ก็จะอธิบายแบบนี้ทุกครั้งเวลาเขาถามทำไมถึงไม่ประกันตัว ซึ่งผมก็ถือว่า ไม่เป็นการกดดันเนอะเป็นคำถามปกติ คำถามที่แบบว่าหวังดี เขาก็จะรู้สึกว่าเราไม่สมควรที่จะมาอยู่ในเรือนจำ เรานี้เป็นนักศึกษานะ เป็นคนรุ่นใหม่นะดูแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะ"
ส่วนตัวมองว่า เรือนจำเขาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ คืออาจจะมีสงสัยในวันที่เราถูกแทรกแซงว่า อาจจะเป็นความพยายามจะที่แยกพวกเราหรือเปล่า ซึ่งเขาก็ตอบได้ชัดเจนว่า เป็นกดระเบียบทั่วไปที่ต้องมีการแทรกแซง โดย 14 คนแยกกัน แต่ 4 วันแรกอยู่แดนเดียวกันห้องเดียวกัน แต่พอวันที่ 5 ต้องแยกไปอยู่ที่ต่างๆ
นายปกรณ์ อธิบายว่า ในเรือนจำมี 8 แดนก็ไปอยู่แดนละ 2 คนถึง 3 คน ส่วนตนอยู่กับ แซม และบาส ตอนอยู่ด้วยกันข้างในมีพูดคุยกัน แต่ก็ไม่ได้มาก เพราะต้องทำวัตรประจำวันตามตารางเวลาของเรือนจำ
ส่วนเวลาตื่นนอนนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า "ตื่น 6 โมงเช้าทุกวันนอนประมาณ 3 ทุ่มคือเขาจะให้ขึ้นเรือนนอน ประมาณบ่าย 3 โมง ขึ้นไปปุ๊บก็ล็อคประตู มีทีวีให้ดูพอ 6 โมงเขาก็ให้ไหว้พระ ไหว้พระทุกวัน กินข้าวเช้า 7 โมง กลางวัน 11 โมงครึ่ง ข้าวเย็นก็บ่าย 2 ครึ่ง ส่วนตอนกลางคืนก็อนุญาตให้เอานมของกินง่ายๆขึ้นไปกินได้ ซึ่งเป็นของที่ญาติให้มา"
นายแมน กล่าวว่า "ตลอด 12 วันมีคนให้กำลังใจ มันก็มีความรู้สึกว่า เราไม่ได้สู้อยู่คนเดียว ไม่ได้สู้ 14 คน มีอาจารย์ มีเพื่อนนักศึกษา มีชาวบ้านมาเยี่ยม ยืนยันสิ่งที่เราทำว่าก็ยังมีคนเห็นด้วยกับเรา"
ส่วนสิ่งที่มีกลุ่มอื่นๆ หรือรัฐบาลอาจจะมองว่า มีกลุ่มการเมืองที่หนุนหลังอยู่ นายปกรณ์ กล่าวว่า "ผมคิดว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐมีสันติบาล หรือหน่วยสืบราชการลับที่ตามพวกเราอยู่เวลา สำหรับผม หรือสำหรับบางคนเขาก็ตามมาหลายปีแล้ว คนในนั้นก็รู้อยู่ว่าเราเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานทางสังคม กับชาวบ้านกับเพื่อนนักศึกษาในประเด็นต่างๆ มาตลอด อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ รัฐบาลควรมองว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใครเพื่อที่จะได้เห็นว่า สิ่งที่ประชาชนรู้สึกจริงๆต่อรัฐบาลนี้เป็นอย่างไร คือเรื่องนี้ควรจะเปิดใจรับความเห็นต่าง พวกเราก็ยังเปิดใจ และอดทนที่จะรับฟังของเห็นต่างของคนที่เห็นด้วยรัฐบาลได้ คือเราไม่มีได้ปัญหา คือใครที่ยินดีกับรัฐบาลเราก็เสียดาย แต่เราก็ออกมาพูดในสิ่งที่รัฐบาลอาจจะตรงกันข้ามกับรัฐบาลบ้าง ก็แค่นั้นเอง ไม่ใช่อาชญากรรมไม่ได้เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ"
หลังจากมีเจ้าหน้าที่ติดตาม รู้สึกอึดอัดหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า คือก่อนหน้านี้ในรัฐบาลอื่นๆ รัฐบาลเลือกตั้ง เราก็รู้สึกปกติ คือเรารู้สึกว่าสิ่งเหล่านั้นเขาทำตามหน้าที่ ก็มีหน้าที่สืบหาข่าวสารให้รัฐบาล เป็นเหตุผลเรื่องความมั่นคงอะไรก็ว่าไป คือเมื่อก่อนเราก็จะเจอกันเวลาที่เรา ไปประท้วงนอกระบบ ประท้วงกับชาวบ้านต่างๆ ก็จะเจอหน้ากันจำกันได้ เขาก็จะมีเบอร์โทรมีอะไรกัน แล้วเขาจะโทรมาถามว่า วันนี้เลิกกี่โมงเสร็จกี่โมง ก็ว่ารู้สึกว่าทำหน้าที่
"แต่ว่าพอปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ทำเรื่องที่ดิน และได้รับการบอกกล่าวว่ากำลังถูกติดตามนะ ทำให้ชีวิตประจำวันเรา เวลาเราจะขับรถไปไหนมาไหนดึกๆ เราก็ต้องมองกระจกหลังตลอดเวลา หลังจาก 22 พ.ค.58 ที่ถูกเรียกกรณีหน้าหอศิลป์ก็ไม่ปกติต้องมีคนอยู่ด้วยตลอดเวลาต้องเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ"
นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ตนมีหมายเรียกมาก่อน แนวทางที่ทำคือ อารยะขัดขืน ซึ่งหมายความว่า เราพร้อมที่จะถูกจับทุกวันอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ถึงกับว่าทำใจหรือว่าเตรียมใจ คือยอมรับโทษ แต่ว่าเราไม่ได้ยอมรับผิด ซึ่งหลังปล่อยตัวก็ไม่ต้องไปรายงานตัว ตอนนี้ยังไม่มีเงื่อนไข แต่ก็จะต้องดูว่า อัยการทหารเขาจะสั่งฟ้องหรือไม่ และมีอีกหมายหนึ่งว่าเขาจะเรียกให้ไปรายงานตัวอีกหรือไม่ แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีการเรียกรายงานตัวอะไร
หากคดีล่าสุดมีการเรียกอีก ก็ไปขึ้นศาลก็คงต้องไป ที่ผ่านมาก็ไปรับฟัง เขาจับเรา ก็พาไปฟังว่าจะฝากขังหรือไม่ฝากขัง ส่วนแนวทางจะยืนยันว่าจะไปต่อไหม ในเชิงส่วนตัวผมเป็นนักกิจกรรมเป็นนักเคลื่อนไหว ก็ต้องทำกิจกรรมอยู่แล้ว แต่ว่าในทางของขบวนการประชาธิปไตยใหม่อาจจะต้องรอคุยกันก่อน ตอนออกมาต่างคนต่างพักผ่อน กับครอบครัวยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ อาจจะต้องรอคุยกัน ผมคิดว่าอย่างช้าสุดก็ไม่เกินวันสองวันนี้ ก็จะมีการแถลงออกไป
สุดท้ายในส่วนของครอบครัวคุณพ่อกับคุณแม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า "เขาก็เป็นห่วงเนอะ ตามความเป็นพ่อแม่ ก็มาเมื่อวันจันทร์ แต่พ่อแม่ก็ให้อิสระทางความคิดผม เขาเลี้ยงแบบมาตั้งแต่เด็ก เฉพาะนั้นนี้พอเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง เราเชื่อว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเขาถามว่าเราภูมิใจแล้วใช่ไหม เขาก็จะไม่เถียงอะไร ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้น"