และนี่คือข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง "เสียงเรียกร้องความเปราะบางการเมืองแห่งการโต้แย้งมหาอุทกภัยปี 2554 ของคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. ซึ่งศึกษาความขัดแย้งและการประท้วงระหว่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น งานวิจัยชิ้นนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นถึง 126 เหตุการณ์ มีความรุนแรงเกิดขึ้น 8 เหตุการณ์ ในจำนวนเหตุการณ์ประท้วงและความขัดแย้งทั้งหมดมีเพียง 5 เปอร์เซนต์ที่มีนักการเมืองจัดตั้งหนุนหลัง แต่มากถึง 74 เปอร์เซนต์ ที่ชาวบ้านมีบทบาทในการจัดการความขัดแย้งกันเอง ในงานวิจัยให้ความหมายโดยรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ 2 ความหมาย คือ 1.ชาวบ้านและชุมชนมีความเข้มแข็ง หรือ 2. คือ ไม่มีกลไกหรือเครื่องมือทั้งในระดับหน่วยงานราชการ และ ท้องถิ่น ไม่มีระบบอื่น
ปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งจาก "ภัยพิบัติ"ไร้แผนรับมือกับภาวะวิกฤต" ความขัดแย้งที่ถนนหทัยราษฎร์คู่ขัดแย้ง ลำลูกกา ปทุมธานี – คลองสามวา กทม.สาเหตุ กั้นกระสอบทราย ทั้งนี้ข้อมูลที่น่าสนใจในงานวิจัยชิ้นเดียวกัน คือ การเก็บข้อมูลเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งของเหตุการณ์ต่างๆ สามารถแยกแยะโดยสรุปได้เป็น 4 เงื่อนไข 1 คือ ความเปราะบางที่มาจากการไร้แผนรับมือกับภาวะวิกฤตหรือการเตรียมการที่ไร้ประสิทธิภาพ
ในเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 เกิดวาทกรรม คำว่า "เอาอยู่" จากรัฐบาล... แต่ในหลายพื้นที่ ซึ่งสุดท้ายกลายเป็น "เอาไม่อยู่" เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นภาพรวมที่มีการสรุปบทเรียนของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาพที่เห็นว่า ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ต่างนำกระสอบทราย มากั้นไม่ให้พื้นที่ในเขตปกครองของตัวเองถูกน้ำท่วม จนทำให้เกิดปัญหาระหว่างฝ่ายที่ถูกน้ำท่วม กับฝ่ายที่กั้น ในหลายจุด เช่นที่ถนนหทัยราษฎร์ ซึ่งปัญหาบานปลายจนเกือบมีการปะทะกันระหว่างประชาชนในเขตลำลูกกา ปทุมธานี กับชาวคลองสามวา กรุงเทพมหานคร.. ซึ่งในท้ายที่สุด ปัญหาบานปลายจนเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่สามารถเจรจาได้
ปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งจาก "ภัยพิบัติ""ปล่อยให้ชาวบ้านจัดการกันเองโดยไม่มีกติกา"การทุบหูช้างประตูระบายน้ำคลองสามวาคู่ขัดแย้ง ... คลองสามวา กทม. – มีนบุรี กทม.
เงื่อนไขข้อที่ 2 สกว. ระบุว่า เกิดจากการจัดการปัญหาเฉพาะหน้า หรือ สภาวะวิกฤต เช่นการเปิดปิดประตูน้ำหรือการรื้อแนวกั้นน้ำ มีการปล่อยให้ชาวบ้านจัดการกันเองโดยไม่มีกติกา ตัวอย่างชัดเจนจากข้อนี้ เกิดขึ้นที่ ประตูระบายน้ำคลองสามวาซึ่งชาวเขตคลองสามวา ที่ถูกน้ำท่วมขังมานานไม่พอใจการยกบานประตูระบายน้ำของหน่วยงานรัฐ ซึ่งพวกเขามองว่า น้อยเกินไป ทำให้ระดับน้ำที่คลองสามวา ต่างกับระดับน้ำที่มีนบุรี ซึ่งอยู่ด้านล่างอย่างชัดเจน เหตุการณ์บานปลายไปถึงขั้นที่ชาวคลองสามวา ฝ่าแนวกั้นของตำรวจปราบจราจล เข้าไปทุบทำลายหูช้างด้านข้างประตูระบายน้ำ จนพังเสียหาย และจะมีการปะทะกับชาวมีนบุรีหลายครั้ง
ปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งจาก "ภัยพิบัติ""ความช่วยเหลือ ไม่เท่าเทียม ตัวอย่างเกิดขึ้นหลายพื้นที่คู่ขัดแย้ง ... กลุ่มที่ได้รับความช่วยเหลือ – กลุ่มที่อยู่ห่างไกล สาเหตุการบริหารข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบไม่ดีพอ เงื่อนไขจากการช่วยเหลือในภัยพิบัติที่ไม่มีระบบการจัดการที่พอ เป็นอีกสาเหตุ ที่สกว.ระบุไว้ โดยเรียกว่า "ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสภาวะฟื้นฟู มีการจัดการที่ไม่เท่าเทียมหรือไม่ทันการณ์เกิดขึ้น เช่นที่พักพิงชั่วคราว อาหาร ไฟฟ้า" ข้อนี้ เกิดขึ้นในเกือบทุกพื้นที่ ทั้งการแจกอาหาร น้ำดื่ม จัดที่พักอาศัย ซึ่งล้วนมีที่มาจากระบบการจัดการข้อมูลปัจจัยที่นำไปสู่ความขัดแย้งจาก "ภัยพิบัติ""ภาครัฐ ใช้ 2 มาตรฐาน" ตัวอย่าง รื้อ BIG BAG ดอนเมือง คู่ขัดแย้ง ดอนเมือง กทม. – กรุงเทพชั้นใน (รัฐ)
ข้อสุดท้าย ถือเป็นเงื่อนไขที่ สกว.มองว่า สำคัญ คือ การบริหารจัดการภาครัฐที่มีลักษณะ 2 มาตรฐาน มีอำนาจทางการเมืองแทรกแซง จนทำให้ผิดสัญญาหรือเกิดการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ เคสที่ชัดเจนที่สุดคือ การวาง BIG BAG ที่เขตดอนเมือง ซึ่งรัฐบาลใช้เป็นมาตรการสำคัญในการรักษาพื้นที่กรุงเทพชั้นใน และทำให้พื้นที่ด้านนอกที่ถูกน้ำท่วมมายาวนาน ไม่พอใจ เนื่องจากไม่มีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะเบาบางลงจากการกั้น BIG BAG ในที่สุดก็รวมตัวกันออกมารื้อแนว บิ๊กแบ็ก โดยปรากฎภาพนักการเมืองในพื้นที่ ที่เป็นคนของฝ่ายรัฐบาลเองออกมาร่วมด้วย