กระบวนการสร้างความปรองดองที่ได้รับการกล่าวขวัญจากทั่วโลก และตัวผู้นำสร้างความปรองดองก็ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ก็คือ การสร้างความปรองดองของประเทศแอฟริกาใต้ หลายคนเรียกกระบวนการนี้ว่า "แมนเดลาโมเดล"
เนลสัน แมนเดลา อดีตผู้นำผิวดำของแอฟริกาใต้ ผู้เคยถูกตัดสินจำคุกอย่างไม่เป็นธรรม แต่เขาไม่ได้เลือกหนทาง "แก้แค้น" ทว่ากลับเลือกการ "ให้อภัย" และใช้กระบวนการปรองดองสมานฉันท์ด้วยวิธีการต่างๆ
ที่น่าสนใจคือ เนลสัน แมนเดลา ใช้กีฬารักบี้เป็นเครื่องมือหลอมรวมคนผิวสีกับคนผิวขาวที่ต่อสู้กันมาร่วมร้อยปีให้รวมกันเป็นหนึ่งได้สำเร็จ
การสร้างความปรองดองของ เนลสัน แมนเดลา ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Invictus เหตุการณ์เริ่มต้นในปี 1994 หนึ่งปีเต็มก่อนถึงการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก ทีมชาติแอฟริกาใต้ฉายา "Springboks" ซึ่งใช้ผู้เล่นผิวขาวล้วน และได้สิทธิ์เข้ารอบสุดท้ายอัตโนมัติเพราะเป็นเจ้าภาพ กลับเป็นทีมไร้ฝีมือที่ล้มเหลวในสนามแข่ง
คนผิวดำเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อทีม Springboks เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนผิวขาว แมนเดลาใช้สิทธิ์ประธานาธิบดียับยั้งการเปลี่ยนชื่อทีม Springboks ได้สำเร็จ
ในอีกด้าน เขาเข้าหาและซื้อใจ ฟรังซัวร์ ปีนาร์ (Francois Pienaar) กัปตันรักบี้ทีมชาติ ให้รับรู้ถึงความสำคัญของตัวเองว่าไม่ใช่แค่นักกีฬารักบี้ กีฬายอดนิยมของคนขาว แต่เป็นตัวแทนความหวังของคนแอฟริกาใต้ทั้งชาติ
แมนเดลา ใช้กุศโลบายผลักดันให้ทีมรักบี้ผิวขาวไปสัมผัสกับความยากจนข้นแค้นของคนผิวสี ซึ่งอาศัยอยู่ในสลัมเฉพาะตัว จนในที่สุดคนผิวขาวก็เริ่มเห็นอกเห็นใจคนผิวดำ และสุดท้ายก็จับมือร่วมกันได้ในที่สุด
ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ สามารถเอาชนะคู่แข่งที่แสนแข็งแกร่งอย่างนิวซีแลนด์ ก้าวเป็นแชมป์รักบี้โลกในบ้านตัวเอง จอห์น คาลิน ผู้ประพันธ์ Invictus ฉบับนิยาย ถึงกับเรียกการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศนี้ว่าเป็น "การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของชาติ" (Game That Changed a Nation)
ชัยชนะของทีมรักบี้แอฟริกาใต้ นอกจากจะหมายถึงความสำเร็จในเกมกีฬา แต่ยังหมายถึงชัยชนะที่มีเหนือความขัดแย้งระหว่างคนสองสีผิวในแอฟริกาใต้ เป็นโมเดลการสร้างความปรองดองที่โลกต้องจดจำ
สำหรับประเทศใกล้ๆ บ้านไทย และเป็นเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ก็มีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กรณีจังหวัดอาเจะห์ ที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ และวัฒนธรรม ถึงขั้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราช
นอกจากนั้น อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะ แม้จะมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็มีความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม
ในอดีตอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศหนึ่งที่มีปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเชื้อชาติและศาสนาอย่างสูง จนนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนพื้นเมืองกับชาวจีน ความขัดแย้งระหว่างชาวคริสเตียนซึ่งเป็นคนพื้นเมืองและผู้อพยพชาวมุสลิมในกาลิมันตัน เกาะบอร์เนียว รวมไปถึงความต้องการประกาศเอกราชของประชาชนชาวอาเจะห์ และ อีเรียน จายา
โมเดลหนึ่งที่อินโดนีเซียนำมาใช้ในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ คือ การประกาศนโยบายให้วันสำคัญของแต่ละศาสนา หรือของแต่ละเชื้อชาติ เป็นวันหยุดราชการ เช่น วันขึ้นปีใหม่สากลในวันที่ 1 มกราคม, วันขึ้นปีใหม่ของอิสลาม, วันตรุษจีน หรือวันปีใหม่ของคนจีน, Day of Silence ของชาวบาหลี ซึ่งเป็นวันที่ชาวบาหลีจะอยู่ในความสงบ, วันเฉลิมฉลองวันเกิดศาสดามูฮัมหมัด, วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์, วันวิสาขบูชาของชาวพุทธ, วันสิ้นสุดเดือนรอมฎอน เป็นต้น
นโยบายแห่งการอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่ง หรือ Diversity in Harmony เกิดขึ้นในสมัย นายอับดุลเราะห์มาน วาฮิด ประธานาธิบดีคนที่ 4 ของอินโดนีเซีย สาเหตุที่อินโดนีเซียนำแนวทางนี้มาใช้ เพราะต้องการให้คนอินโดนีเซียแต่ละศาสนา แต่ละเชื้อชาติ ได้รู้จักและเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี และร่วมแสดงความยินดีระหว่างกัน นโยบายนี้ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดนีเซียผ่อนคลายลงไปมาก
ทั้งนี้ ศศิธร ธนานิติโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าก็ได้แสดงทัศนะว่า ประเทศไทยสามารถนำความสำเร็จในการปรองดองจากประเทศอื่นๆมาปรับใช้ได้เป็นจุดๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีความต่างกันในความขัดแย้งทั้งในประเด็นสาเหตุและคู่ขัดแย้ง