วันนี้ ( 29 ก.ค. 58 ) พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรืออุ้มบุญ ออกโดยกระทรวงสาธารณะสุขและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กรกฏาคมนี้ เพื่อควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ตลอดจนการค้ามนุษย์และการทอดทิ้งเด็ก
ซึ่งกฏหมายฉบับเดิมสามารถเอาผิดกับบุคลากรทางการแพทย์ได้เท่านั้น แต่กฏหมายฉบับใหม่นี้จะสามารถเอาผิดกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ได้ด้วย เพราะได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามโฆษณา รับจ้าง เป็นนายหน้า ค้าหรือซื้อขายไข่และอสุจิ
กรณีคู่สามีภรรยาที่ต้องการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญ จะต้องเป็นคู่สามีภรรยาชาวไทยที่ชอบด้วยกฏหมายไทยเท่านั้น หรือหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติจะต้องจดทะเบียนสมรสและอยู่ร่วมกันไม่ต่ำกว่า 3 ปี
ส่วนหญิงที่รับอุ้มบุญก็จะต้องเป็นญาติของคู่สามีหรือภรรยาที่ต้องการมีบุตรด้วย ซึ่งบุตรที่คลอดออกมาจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฏหมายของคู่สามีภรรยาที่ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนแต่แรก และหากพบว่ามีการรับจ้างอุ้มบุญ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท กรณีแพทย์ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแพทยสภามีโทษจำคุก 1 ปีปรับไม่เกิน 20,000 บาท
กฏหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงคู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติและคู่รักร่วมเพศที่ประสงค์ให้สาวไทยอุ้มบุญแทน ส่วนกรณีของน้องคาร์เมนนั้นที่เป็นข่าวอยู่นั้น อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน แนะนำให้พ่อของเด็กและแม่อุ้มบุญไปร้องต่อศาลตามกระบวนการจะดีที่สุด ซึ่งศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยเองว่าเด็กควรจะอยู่ใคร