อัยการแนะส่งเรื่องให้ ครม.ชี้ขาดกรรมสิทธิ์น้ำตกนางรอง
ถกเถียงกันมากว่า 1 เดือน สำหรับข้อพิพาทแย่งสิทธิการครอบครองและบริหารจัดการน้ำตกนางรอง เมื่อกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทวงพื้นที่คืนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล
นับเป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานที่รัฐที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนทำให้ทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงส่งเจ้าหน้าที่คุมเข้มในพื้นที่เขตน้ำตก
ล่าสุดผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกมีความพยายามจะยุติข้อพิพาท ด้วยการเชิญทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาพูดคุยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (6 ต.ค.58) โดยมีทหาร ตำรวจ อัยการ ร่วมสังเกตุการณ์และเป็นคนกลางให้ความเห็นเรื่องข้อกฎหมาย
การเจรจากันครั้งนี้ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง เนื้อหาโดยสรุป ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงนำเอกสารและข้อกฎหมายมาอ้างสิทธิ์ในดูแลและบริหารจัดการพื้นที่น้ำตกนางรองอย่างชอบธรรม
ตัวแทนสำนักงานอัยการที่เข้าร่วมประชุมให้ความเห็นว่า เมื่อข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานด้วยกันและไม่อาจหาข้อสรุปได้เช่นนี้ หลักปฏิบัติต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปีพ.ศ. 2549 ที่กำหนดให้นำเรื่องส่งให้กับสำนักงานอัยการสูงสุดหรือคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้ชี้ขาด โดยห้ามส่งเรื่องที่เป็นกรณีความขัดแย้งระหว่างกันขึ้นสู่ศาลปกครอง
ส่วนคดีความที่กรมอุทยานฯแจ้งข้อหาบุกรุกกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายกไปแล้ว ไม่สามารถดำเนินการถอดเรื่องออกจากกระบวนการตำรวจ ซึ่งต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของการสืบสวน
ขณะที่ข้อตกลงเบื้องต้น ที่ประชุมมีมติให้ทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันดูแลพื้นที่น้ำตกนางรอง ระหว่างที่ยังไม่ได้บทสรุปชัดเจนถึงกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง
หารือข้อยุติกรณีพิพาทน้ำตกนางรอง จ.นครนายก
การเจรจาระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีจังหวัดเป็นตัวกลาง เพื่อหาข้อยุติกรณีพิพาทเรื่องสิทธิ์การดูแลพื้นที่น้ำตกนางรอง แม้สุดท้ายจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่า หน่วยงานใดจะผู้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ความพยายามในครั้งนี้ ทำให้ความตึงเครียดที่เกิดในพื้นที่เบาบางลง
โดยนักท่องเที่ยว เริ่มกลับเข้ามาพักผ่อน และเล่นน้ำ ภายในน้ำตกนางรอง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกเพิ่มมากขึ้นโดยมีกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตรึงกำลัง รักษาความปลอดภัย
จากการสังเกตของทีมข่าวพบว่า วันนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เข้ามาดูแลเหมือนหลายวันก่อน เป็นสัญญาณแสดงว่าสถานการณ์ในพื้นที่ เริ่มผ่อนคลายลง
ความพยายามอ้างกรรมสิทธิ์ การดูแลพื้นที่น้ำตกนางรองของทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ค้ากว่า 20 ร้าน ที่เปิดให้บริการในน้ำตกแห่งนี้ เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น พวกเขาบอกว่า ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นฝ่ายเข้ามาดูแลพื้นที่ ขอเพียงให้ได้ขายของตามเดิมเท่านั้น
การเจรจาระหว่างคู่กรณี และผู้เกี่ยวข้อง โดยมีจังหวัดเป็นตัวกลางวันนี้ มีข้อสรุปให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกันบริหารจัดการ โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการ จนกว่าจะมีคำตัดสินชี้ชัดว่าใครจะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์เข้ามาบริหารจัดการอย่างเต็มตัว
ที่ผ่านมากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เข้าตรวจยึดพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างบริเวณน้ำตกนางรอง ที่อยู่ในความดูแลของ อบจ. นครนายก และแจ้งความข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ปี 2504 ก่อนจะมีคำสั่งให้ อบจ.นครนายก คืนพื้นที่บริเวณน้ำตกนางรอง ให้กรมอุทยานฯ / ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจพิสูจน์ เพื่อความชัดเจนว่าหน่วยงานใดมีสิทธิ์ ครอบครองที่ดินบริเวณนี้
เปิดหลักฐานอ้างสิทธิบริหาร "น้ำตกนางรอง"
แน่นอนว่า ทั้งฝ่าย อบจ.นครนายก และฝ่ายกรมอุทยานแห่งชาติฯ ต่างก็ต้องพยายามแสดงหลักฐาน เพื่ออ้างสิทธิในการเข้าบริหารจัดการน้ำตกนางรอง
หลักฐานเหล่านี้ จะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่า แท้จริงแล้ว "สิทธิ" เป็นของหน่วยงานใด
อบจ.นครนายก ใช้หลักฐานจากเอกสาร "ราชกิจจานุเบกษา ปี 2501" เป็นการบันถึงคำอภิปายของ ส.ส.อุบลราชธานี ในสมัยนั้น ที่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการก่อสร้าง "ทำเนียบ หรือ บ้านพัก" หลายแห่ง ของนายกรัฐมนตรี คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม // เนื้อหาสำคัญคือ คำตอบ ที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีการก่อสร้างตั้งแต่ ปี 2497 โดยเงินของสำนักงานสลกกินแบ่งรัฐบาล มีกรมโยธาเทศบาลเป็นผู้สร้าง และมอบให้ "จังหวัด" เป็นผู้ดูแล
ข้อความนี้ อบจ.นครนายก ตีความว่า คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภริยา จอมพล ป. มอบให้จังหวัดดูแล ... และสิทธินี้ กลายมาเป็นของ อบจ.หลังการกระจายอำนาจเป็นการปกครองท้องถิ่น ... พร้อมอ้างว่า การก่อสร้าง ปี 2497 เกิดขึ้นก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อปี 2505
ฝั่งกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยืนยันว่า อบจ.นครนายก ไม่มีสิทธิในพื้นที่นี้ แม้จะอ้างราชกิจจานุเบกษาดังกล่าวก็ตาม
กรมอุทยาน ย้อนสิทธิ ความเป็นผู้ดูแลที่ดินไปที่ ปี 2496 ก่อนที่จะสร้างบ้านพัก โดนอ้างถึง พระราชกฤษฎีกาประกาศพื้นที่น้ำตกนางรองและน้ำตกสาริกา เป็นพื้นที่ป่าคุ้มครอง ตาม พรบ.คุ้มครองสงวนป่า ปี 2481 จึงหมายความว่า แม้แต่บ้านพักของ จอมพล ป. ก็สร้างขึ้นในเขตป่าไม้
จะเห็นว่า การอ้างสิทธิของทั้ง 2 ฝ่าย พยายามหาหลักฐานย้อนกลับไปให้มากที่สุด เพราะในหลักการพิสูจน์สิทธิกรณีมีข้อพิพาทที่ดินเช่นนี้จะยึดหลักกว่าผู้ใดมีหลักฐานครอบครองก่อนจะได้สิทธิไป
นี่เป็นตัวเลขรายรับ ที่ อบจ.นครนายก ชี้แจงว่ามีรายรับ ปีละประมาณ 4 ล้าน 8 แสนบาท ทีมข่าว PPTV HD ลองคำนวน หักค่ารายรับจากร้านค้าออกไป จะพบว่ารายได้นี้สะท้อนว่า มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละประมาณ 3 แสนคน
ตัวเลขนี้ สะท้อนข้อเท็จจริงหรือไม่ คงไม่อาจสรุปได้ แต่เป็นตัวเลขจากบัญชีของ อบจ.
แต่ทาง กอ.รมน. ที่ร่วมกับกรมอุทยานฯ ในการขอคืนพื้นที่ ก็ยืนยันว่า แม้จะขอคืน แต่ก็เปิดให้ผู้ค้าได้เข้ามาทำกิจการเหมือนเดิม และส่งเงินคืนให้ท้องถิ่นเช่นเดิม เพียงแต่ต้องมีผู้รับผิดชอบบริหารที่ถูกต้อง โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่น้ำตกเป็นของส่วนรวม