วันที่ 9 ต.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ค้าตลาดสะพานเหล็กเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยให้ตรวจสอบคำสั่งของ กทม.ที่ให้รื้อถอนร้านค้าบริเวณสะพานเหล็ก โดยอ้างว่ากลุ่มผู้ค้าบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ทั้งนี้ได้นำเอกสารเข้าเช่าแผงและใบเสร็จจ่ายค่าเช่ามาแสดงเพื่อยืนยันว่าพวกตนเข้ามาขายของในพื้นที่ โดยรัฐเป็นผู้จัดสรรมานานกว่า 30 ปี ไม่ได้เป็นผู้บุกรุกตามที่ กทม.ระบุ และขอให้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ในการไล่รื้อครั้งนี้ด้วย
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับคำร้องและจะดำเนินการตรวจสอบว่าการกระทำของ กทม. มีการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ทั้งในเรื่องสิทธิชุมชนในการประกอบอาชีพ และกระบวนการไล่รื้อได้เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือไม่
ขณะที่ ส.รัตนมณี พลกล้า นักกฎหมาย กล่าวว่า การใช้อำนาจของ กทม. ทำเอาตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 44 ที่ กทม.สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะได้ ภายใน 15 วัน หลังตรวจสอบพบ มาบังคับใช้กับกลุ่มผู้ค้าสะพานเหล็กไม่ได้ เพราะจากเอกสารการเข้ามาอยู่ในพื้นที่ ใบเสร็จค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟ แสดงให้เห็นว่า เข้ามาอยู่ในฐานะผู้เช่าตั้งแต่ต้น ดังนั้นหาก กทม.จะขอคือพื้นที่ ควรใช้กฎหมายแพ่งในการขอยกเลิกสัญญาเช่า แม้ว่า กทม.จะไม่ได้เก็บค่าเช่ากับผู้ค้ามาตั้งแต่ปี 43 แต่กลุ่มผู้ค้าบางรายยังเข้าใจว่า จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ กทม. มาโดยตลอด
นอกจากนี้ ส.รัตนมณี ยังกล่าวอีกว่า หาก กทม. ต้องการขอคืนพื้นที่บริเวณคลองโอ่งอ่าง และกลุ่มผู้ค้าต้องย้ายออกจากพื้นที่จริง กทม. จะต้องมีความชัดเจนในเรื่องเป้าหมายว่าจะนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ในด้านใด รวมถึงกระบวนการเยียวยา จัดสรรพื้นที่ใหม่อย่างเป็นธรรม